ก็เป็นโจทย์ที่น่าคิด และต้องลองเก็บสถิติมาวิเคราะห์...
ต้องลองวิเคราะห์กันในสองด้าน
เด็กที่ไปอยู่ที่นั่น ต้นเขาไม่ดีมา เขามาอยู่ในสถานะที่ใคร ๆ (คนรอบข้าง) ก็รู้ว่าเขาไม่ดี การมาอยู่โดยถูกคนรอบข้างมองด้วยสายตาแบบนี้ เขารู้สึกอย่างไร เมื่อออกไป พ้นไป เขาจะกลับมาไหม กลับมาเท่าไหร่ กลับมาด้วยเหตุผลอย่างไร "น่าคิด "น่าคิด...?"
แล้วลองเปรียบเทียบกับที่นี่
เด็กที่นี่ มาถูกสมมติตนขึ้นเป็น "สมมติสงฆ์" นี่ ใคร ๆ ก็รัก ใคร ๆ ก็เทิดทูน เมื่อก่อนก็ไม่รู้ว่าเขาดีหรือไม่ดี แต่ได้มาห่มผ้ากาสาวพัตร์แล้ว ใคร ๆ ก็ว่าเขาดี ตอนเช้ายังต้องไหว้พ่อ ตอนบ่ายแม่ยังต้องมากราบเขา...
แต่สิ่งสำคัญ รูปแบบการฝึกฝน ข้อวัตร ข้อปฏิบัติที่เหมือนกันแต่แตกต่างกัน "สถานะ"
คนไม่ดีคนหนึ่งมาอยู่วัดในฐานะคนไม่ดีคนหนึ่ง กับคนไม่ดีหรืออาจจะดีคนหนึ่งมาอยู่วัดก็ถูกเทิดทูนให้เป็นคนดีคนหนึ่ง อะไรที่จะส่งผลย้อนกลับหรือผลลัพธ์แตกต่างกันอย่างไร...?
แต่ขอบอกล่วงหน้าคราว ๆ ว่า ไอ้อย่างหลังนี่น่ะ "แย่กว่า...?"
เพราะคนไม่ดีถูกกราบ ถูกไหว้ ก็เลยหลงตนว่าเป็นคนดี คนประเสริฐ พวกนี้ "หลงดี" การหลงดีนี่แก้ยากกว่าหลงชั่ว...!
ส่วนคนที่รู้ว่าตัวเองชั่ว รู้ว่าตัวเองไม่ดี เข้ามาอยู่ในโรงเรียน "ดัดสันดาน" ก็พยายามยกตน มี "แรงดีด" ที่จะแก้ไขตนให้คนในสังคม "ยอมรับ..."
แต่คนที่ไม่ได้แก้ไขตนอะไรเลย แค่มาโกนหัวและห่มผ้าเหลือง คนก็ยอมรับ คนเขาก็กราบไหว้ คนที่ถูกโลกธรรมครอบงำ ถูก "สมมติครอบงำ" แบบนี้ น่ากลัว น่ากลัว...
ก็เหมือนกับ "นักธุรกิจการเมือง" ที่เมื่อก่อนตอนหาเสียงยกมือไหว้เรา แต่พอได้เข้าไปในสภาฯ เราต้องแทบคลานเข่าเขาไปหาท่านฯ พวกนี้ถูกสมมติตนให้อยู่ในตำแหน่งที่ดี...
คนชั่วก็ดีได้เพราะสังคมยอมรับ
ยอมรับในตำแหน่ง ยอมรับในอำนาจ ยอมรับใน "เงิน..."
สมมติสงฆ์นี้ก็เหมือนกัน
จะชั่ว จะเลว จะร้ายขนาดไหน ห่มผ้าเหลืองแล้ว ใคร ๆ ก็กราบ ใคร ๆ ก็ไหว้
คนบางคนก็ติด
โอ้ "สบาย" ชี้นิ้วสั่งใครต่อใครได้ สั่งให้เขาทำงานแล้ว เขายังมากราบ มาไหว้เราอีกต่างหาก
คนเลวในคราบพระสงฆ์ก็เลยชอบ เฮ้ย อาชีพนี้สบายว่ะ มีอยู่ มีกิน มีลาภ มียศ มีคนกราบ คนไหว้
คนที่ไม่ต้องพยายามทำอะไรเลย ไม่ต้องแก้ไข ปรับปรุงตัวอะไรมากนัก
กับอีกคนหนึ่งเด็ก ๆ ที่วัดหนองไคร้ ต้องพิสูจน์ตนเองอย่างมาก พิสูจน์ตนเองต่อสายตาใครต่อใครที่บอกเขาว่า พวกนี้เป็น "เด็กมีปัญหา" พวกเด็กติดยา
เขามาอยู่ในฐานะ "ผู้ด้อย" ด้อยกว่าพระ ด้อยกว่าญาติกว่าโยม
แรงดีดในจิตที่เขาเจอแบบนี้ต่างกับ "สมมติสงฆ์" ที่ไม่มีแรงดีดอะไรเลย ทำตัวชั่วคนก็ยังกราบ
แต่เด็กที่เข้ามาบำบัด ฟื้นฟู ทำดีคนก็ยังด่า ยังมองว่า "เคย" เป็นคนชั่วอยู่ดี...?
ถ้าให้เราเลือก เราขอตั้งจิตไว้เป็น "เด็กติดยา" ดีกว่า...?
เพราะแรงดีดที่ถูกคนดูถูก ดูแคลน คอยจับความผิดนั้น เป็นสิ่งที่ประเสริฐนัก
เพราะเราจะต้องสำรวจ ตรวจตราตนเองอยู่ตลอด ไม่ให้มีช่องโหว่ ช่องว่าง เพื่อที่พิสูจน์ตนเองให้เขารู้ได้ว่า "เราดีได้แล้ว.."
แตกต่างกับคนที่หลงว่าตนเองเป็นพระ เป็น "สงฆ์"
จะทำอะไรตามใจไปเรื่อย ทำอะไรผิดก็มี "ผ้าเหลือง" คุ้มหัวอยู่
ทำอะไรผิดก็ผิดไปเรื่อย แก้ไขก็ได้ ไม่แก้ไขก็ได้
การปล่อยปะละเลยต่อความผิด การปกปิดความชั่วแบบนี้ ทำให้ชีวิตนั้นแย่ลง แย่ลง
การปล่อยปะละเลยต่อความชั่ว กับคนที่สำรวจความชั่วอย่างไม่ปล่อยปะละเลย "พัฒนาการ" ของคนสองคนนั้น "ต่างกัน..."
ท่านถึงว่าไว้ว่า คนที่จะเป็น "พระ" นั้น อยู่ที่ใจ "ใจเป็นสำคัญ"
ใจที่จะไม่ประมาทในความเลว ความชั่วที่จะเกิดขึ้นแม้นเพียงเล็กน้อย
ใจที่คอยหมั่นสำรวจตรวจตราตนเองอยู่เสมอ ว่าเรายังมีอะไรบกพร่องนะ เราผิดอะไรนะ...?
คนที่ปรับปรุงและพัฒนาตนเองอยู่ในทุกอย่างก้าว จึงเป็นคนดีที่แท้
คนที่รู้จักอุดรอยรั่วของ "โอ่ง" ก็คือคนที่รู้จักอุดรอยความผิดของชีวิต
การสร้าง "จิตสำนึก" เช่นนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ เป็นประเด็นที่น่าคิดและนำมาพิจารณาในทุก ๆ ลมหายใจของ "ชีวิต..."