่ขอนำความเห็นและข้อวิจารณ์ของเพื่อน ๆ จากบอร์ด thaiwriter มาลง เพื่อให้เห็นถึงวิธีการอ่าน และตีความ "ตัวบท" ของแต่ละท่าน นะครับ
ของคุณ ธารา ศรีอนุรักษ์ (ธาร ธรรมโฆษณ์)
นั่งอ่านกวีมาหลายบท ทั้งฉันทลักษณ์และไม่ฉันท์ฯ ไล่ๆ มาถึงบทนี้... เหมือนคนเดินทอดเท้าบนทางที่ปูด้วยหญ้าญี่ปุ่น แล้วสะดุดกับก้อนหินที่เหมือนมีคนจงใจวางไว้ดักนักเพ้อฝัน จึงล้มหน้าคะมำลงอย่างแรง…เจ็บ...แต่ก็โอเค
ในฐานะได้เป็นพ่อคนแล้ว... บางทีก็น้อยใจเหมือนกันเวลาลูกให้ความสำคัญต่อแม่มากกว่า ทั้งๆ ที่เรารักลูกไม่ด้วยกว่าแม่ เกือบโน้มเอียงไปทาง หนังสือพิมพ์ ทีวี อินเทอร์เน็ต สร้างความรู้สึกสำเร็จ ให้เราคิดถึงแม่ แต่พอทบทวนความจริงที่เกิดกับตัวเอง (และกับคนอื่นในแบบทั่วไป มิใช่กรณีศึกษาพิเศษ)
- วันที่ภรรยา...เป็นกับตายเท่ากันในห้องคลอด เพื่อทำหน้าที่ให้ชีวิตอีกชีวิตหนึ่ง ผม(พ่อ) ทำได้ดีที่สุดก็คือซื้อกาแฟมานั่งจิบรอข่าวจากนางพยาบาล ว่าได้ลูกชายหรือหญิง
- จนถึงปัจจุบัน ผม(พ่อ) ไม่เคยล่วงรู้เลยว่า น้ำหนักลูกที่ภรรยาอุ้มอยู่ตลอดเก้าเดือนหนักแค่ไหน - ผม(พ่อ) ไม่เคยล่วงรู้เลยว่า เวลาลูกดูดนมจากอกรู้สึกอย่างไร
- ถึงตอนนี้คิดถัวเฉลี่ยต่อครั้ง การล้างขี้ล้างเยี่ยวให้ลูก ผมทำไม่ถึงครึ่งของภรรยา(แม่)
- ฯลฯ และพอนั่งคิดทบทวนอีกที จึงได้คำตอบแบบขำตัวเองที่ทำไมนึกสงสัยความเป็นแม่ ในเพราะกวีชิ้นนี้ ลุงคำสิงห์ ศรีนอก พูดสุนทรพจน์ วันเกิดแม่คำผาง ข้าวบ่อ (วันที่ 1 กันยา ที่ผ่านมา) ความโดยสรุปตอนหนึ่งว่า ลูกหากกำพร้าพ่อแต่มีแม่ โดยมากแม่สามารถเลี้ยงดูสั่งสอนและส่งเสียลูกให้เป็นคนมีคุณภาพในสังคมได้ และแม่มักไม่หาพ่อใหม่มาให้ลูก….
ดังนั้นถึงแม้พยายามจะยัดเยียดความคิดขบถแบบไหนให้ตัวเอง แต่โลกย่อมตระหนักถึงอานุภาพแม่มากกว่าพ่อ อยู่วันยังค่ำ.... ยอมรับว่า เขียนได้จังหวะ วรรค คำ ได้กระแทกใจดีแท้ แต่ความยังก่อน :)