สวัสดีครับพี่หนานเกียรติ

วันนี้ผมรอนแรมมาทางโซนอีสาน เพื่อเข้าร่วมวงแลกเปลี่ยนกับ น้องๆ นศ.ป.ตรี จาก มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำโดย ดร.แสวง รวยสูงเนิน แต่ก็รอนแรมมาถึงเเค่ประโคนชัย บุรีรัมย์ ก่อน คืนนี้พักค้างที่นี่ พรุ่งนี้นัดกันที่ สวนป่ามหาชีวาลัย อีสาน...เรื่องราวดีๆจะนำเล่าสู่กันฟังอีกครั้งครับ

----------------------------

บันทึก HEC ๒ พี่หนานเกียรติก็สะท้อนในอีกมุมครับ การทำวงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หากเราลดความเป็นทางการลงไปมากที่สุด จะเป็นการดีที่สุดครับ แต่บางทีเงื่อนไขที่เราต้องการสร้างบรรยากาศไม่ได้ตามที่เราต้องการ มีปัจจัยอื่นเข้ามาแทรก FA เองก็ต้องใช้ความสามารถอย่างเต็มที่ บางครั้ง ได้อย่างเสียอย่าง

เวทีเเลกเปลี่ยนวงครู ครั้งนี้ เป็นตัวอย่างครับ หากเราต้องการสิ่งหนึ่ง เราก็ยอมที่จะเสียสิ่งหนึ่งไป ผมเองในฐานะ Fa ให้ความสำคัญเต็มที่กับความไม่เป็นทางการ

ดังนั้นไม่แปลกที่เราจะเห็น กระบวนการ KM ที่มองไม่เห็น…. (Invisible KM.)ในทุกแห่งที่ เป็นเรื่องปกติ ...ตรงนี้เลยเป็นสิ่งที่สอนเราว่า ทุกตารางนิ้วของชีวิต คือ การจัดการความรู้

เวทีแลกเปลี่ยนทั้ง ๓ เวที ในช่วงสามเดือน ถูกออกแบบไว้อย่างประณีต ผ่านการ BAR อย่างเข้มข้นผ่านทาง อีเมล และ มีการสรุปอีกครั้งจนได้โครงสร้างคำถาม ที่เราเรียก หัวปลา ที่ขัดเจน สู่การออกแบบกระบวนการในวันเตรียมงาน ๑ วัน (เราทำแบบนี้เสมอ)

องค์ความรู้ที่เราได้จากการเเลกเปลี่ยนมากมายครับ เกินคาดเสมอ..เมื่อเราละเอียดอ่อนกับมนุษย์มากขึ้น  แต่เรามักจะเห็น การ AAR. จากคนที่ไม่เข้าใจ (และเราให้อภัยเสมอ) บอกพวกเราว่า ไม่เห็นหัวปลา ไม่เห็นว่าจะได้ตามประเด็น หากใจกว้างสักหน่อย เขาก็เรียนรู้กับเนื้อหาที่เราเก็บจากเรื่องเล่าว่า เเท้จริงหัวปลา ก็แทรกอยู่กับเรื่องเล่าทั้งหมด อยู่ที่การสังเคราะห์ สกัดมาอีกที

สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นการเรียนรู้ ทั้งเรียนรู้กระบวนการ คน  สถานที่ เวลา เรียนรู้เเม้กระทั่งเจ้าของทุนที่สนับสนุนเราว่าเขา เข้าใจ KM อย่างเเท้จริงหรือไม่?

หลายครั้ง เราเสียใจจาก คนที่เข้าใจ KM ปลอมๆ ตีขลุม AAR. แบบ เอาให้ FA ตายคาเวที เราประสบปัญหาแบบนี้บ่อย..และ ก็มากขึ้นจากการ อคติของคนเรา

การทำงานจึงทำให้เราได้เรียนรู้ประเด็นเหล่านี้ และเราค่อยๆเติบโตขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายเเล้ว เราก็เข้าใจว่า ที่เขาคิด เขาพูด เขานำเสนอ แบบที่เขาคิดนั้น ก็มีสาเหตุ เงื่อนไข ในการรับรู้ที่ต่างกัน ความเข้าใจทำให้เราฝึกใจเราไปด้วย

KM คือ ธรรมะ KM คือ ธรรมชาติ และทำงานกับคน ก็ย่อมต้องเข้าใจธรรมชาติของคน หากเราเข้าใจได้ตรงนี้ ผมว่า KM จะมีพลังสูงมากในการ ถอดบทเรียน ได้องค์ความรู้ดีๆ มาขับเคลื่อนพัฒนาสังคม

ผมต้องขอบคุณโอกาสที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ และ เรียนรู้มากยิ่งขึ้นเมื่อมีปัญหามาท้าทายมากขึ้น

ไม่มีรากฐาน ก็ไม่มียอด หากเราใจร้อนรีบไปถึงยอด โดยที่ฐานเราไม่เข้มแข็ง สุดท้ายก็พังเพลงมาก่อนถึงยอด ผมเองก็คงต้องเร่งสร้างฐานปัญญาให้กล้าแข็ง ทำงานชิ้นใหม่ๆ ประเด็นใหม่ๆ ที่ท้าทายผมเสมอๆ

และเชื่ออย่างยิ่งว่า ผมมีกัลยาณมิตร ที่ดี เช่น หนานเกียรติแล้ว การทำงานต่อไปก็เป็นเรื่องสนุกและมีพลังใจมากขึ้น

ขอคาราวะครับท่าน

 

 

จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร

ประโคนชัย,บุรีรัมย์