ความเห็น


ดีมาก ดีมาก

กำลังจะเข้ามาบอกให้มาเขียนไว้เป็นบันทึกสักหน่อย แต่ก็ไม่ทันเพราะท่าน "ปั่น" เร็วกว่า...

อย่างที่เรามานี้เขาเรียกว่า "โง่อย่างถูกที่ ถูกเวลา..."

เวลาที่สมควรโง่ก็โง่ เวลาที่เข้าไปในเตาเผาศพนั้นก็ต้องโง่อย่างนี้แหละ

เห็นไหมมีคนฉลาดนั่งดูข้างนอกอยู่สองคน (คนงานไง) เขาฉลาดอย่างไร...?

เขาฉลาดที่คิดโน่น คิดนี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "คิดกลัว" คิดกลัวกับสิ่งที่ไม่ได้มีอะไร ไม่ได้เป็นอะไรเลย...

ความคิดมันมาหลอกเราทั้งนั้น คนฉลาดมากก็คิดมาก คิดมากก็กลัวมากอยู่อย่างนั้น

ความคิดต่าง ๆ นั้นเป็นสิ่งปิดกั้นโอกาสในการกระทำของเราหลาย ๆ อย่าง

ก็เพราะว่าเรามัวแต่นั่งคิด คิด คิด คิด แล้วก็คิด

คิดได้ก็ทำ คิดไม่ได้ก็ไม่ทำ

คนโง่อย่างพวกเรานั้นต้องรู้ว่าสิ่งใดควรคิด สิ่งใดไม่ควรคิดอย่างนี้แหละถูกต้องแล้ว

การมีโอกาสทำความดีนั้น ไม่ต้องเสียเวลาคิด

ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าชายหนุ่มชื่อน้อยนั้น กลับไปนั่งคิดเสียใจที่ "คิดนาน" ปล่อยให้ "ใบไม้ร้องเพลง" กระโดดเข้าไปใน "เตาเผาศพ" ก่อนหรือเปล่า...

นี่เองเขาเรียกว่า "เสียเวลาคิด" เสียโอกาสที่จะ "ทำความดี"

คนที่ไม่ได้คิดอะไร เขาจะทำอะไรเขาก็ "ทำไปเลย"

ส่วนคนคิดมากต้องคิดให้ดีก่อน

อย่างเช่นครั้งนี้มีคนเดียวที่มี "โอกาส" จะได้เข้าไป

คนไม่คิดเข้าก่อน คนที่คิดอยู่ คิดได้ก็เข้าไปไม่ทันแล้ว...

ยุคสมัยนี้จะเรียกได้ว่าเป็นยุคสมัยของ Econony of Speed... ก็ได้ คือ "ใครเร็ว ใครได้"

ใครทำอะไรเร็วกว่าคนนั้นมี "โอกาส" ก่อน...

คนคิดมาก คิดโน่น คิดนี่ อาจจะคิดดีแต่ "ช้า..."

ยุคสมัยก่อนเป็นยุคสมัยของ Economy of Scale ทำอะไรมาก ๆ เยอะ ๆ แล้วถูก แล้วดี แต่ยุคสมัย "จรวด" นี้ ไม่ทัน "กาล..."

สิ่งนี้นั้นเองคือข้อได้เปรียบของ "คนโง่" คือ จะคว้าโอกาสดี ๆ ได้ "เร็ว" กว่าคนฉลาดเพราะไม่ต้องเสียเวลา "คิด" มาก

คนฉลาดมากยิ่งมี "ข้อมูล" มาก

การมีข้อมูลมากนั้นทำให้การตัดสินใจนั้น "ช้า"

สื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการศึกษานั้นทำให้เรารู้มากแล้ว "คิดมาก"

แต่ระบบการศึกษานั้นไม่ได้ทำให้เราใช้ความรู้ที่มีมากนั้นมาทำให้ชีวิตนี้ "ดี" ขึ้นเลยในแง่ของ "โอกาส..."

โอกาสของคนเรียนมาก รู้มากนั้นมักสูญหายไปกับ "อัตตา" และ "ตัวตน"

หยิ่ง ผยอง ลำพองอยู่ว่าตนเองรู้มากกว่าคนอื่น พอคนอื่นพูดอะไร บอกอะไร ให้ทำอะไร ก็มัวแต่ "ยะโส" คิดว่า ฉันแน่ ฉันแน่ เรื่องอะไรฉันจะไปทำอย่างนั้น

การปฏิเสธเสียก่อนที่แม้นเพียงจะฟังข้อมูลต่าง ๆ ให้จบนั้นเป็นการเสียโอกาสของชีวิตอย่างใหญ่หลวง

ยิ่งเมืองนอก เมืองนา ยิ่งเป็นกันมากนะ

สัปดาห์ก่อนเจอโยมป้าที่ไปอยู่เมืองนอกเมืองนา จะทำอะไรแต่ละอย่างคิดมากน่าดู เหตุผลเยอะ ไม่เชื่อเรื่อง "นอกเหตุ เหนือผล"

ตอนนี้โยมป้าบินกลับเมืองนอกไปแล้ว วัดก็ไม่ได้ไป ไม่ได้เจอหลวงพ่อฯ ไม่ได้ทอดกฐิน ก็เพราะคิดมาก สังคมเมืองนอกเขาสอนให้ "สนุกสนาน" กลับมาเมืองไทยต้องไป "เยี่ยมญาติ" โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการ "ทรัพย์สมบัติ"

โยมป้าก็เลยวุ่นวายแต่เรื่องของ "ทรัพยสมบัติ" ตามค่านิยมของเมืองนอกที่ได้รับมา

วุ่นวายติดต่อธุรกิจว่าบ้านหลังนี้ที่ไม่มีใครอยู่จะทำอย่างไร วางแผนโน่น วางแผนนี่ จะปรับปรุง จะหาลูกค้าเมืองนอกมาเช่าอย่างไร ทำไป ทำมา จะชวนไปวัด ไปไหนก็ "ไม่ว่าง" เอาไว้ "โอกาสหน้า..."

ตอนเจอกันครั้งสุดท้ายเราก็เลยบอกโยมป้าว่า โอกาสหน้าก็ว่ากันใหม่ "ชาติหน้า" เลยนะ

แต่นั่นก็เน๊อะ จะว่าท่านก็ไม่ถูก เพราะสังคมที่ท่านอยู่เขามี "ค่านิยม" ประพฤติ ปฏิบัติกันมาอย่างนั้นจนเป็น "ประชาธิปไตย"

ใคร ๆ ที่นั่นเขาก็ทำกันอย่างนี้ ถ้าเกิดจะไปทำอย่างอื่น ไม่ทำตามอย่างเขาก็เป็นคนแปลก "แปลกประหลาด"

การไปอยู่เมืองนอก เมืองนาก็มิใช่ว่าดีเสมอไปนะ

เพราะว่าถ้าหากเราไม่เข้มแข็งพอ เราก็จะไปซึมซับวัฒนธรรมเขาแล้วมา "ทับ" วัฒนธรรมเรา

แต่ถ้าเราเข้มแข็งดีแล้วในระดับหนึ่ง การไปได้รู้ ได้เห็น "สรรพสิ่ง" ในโลกใบนี้ ก็จะทำให้เราได้เห็นเหรียญทั้งสองด้าน

ต้องระวังให้ดี อย่าให้เหรียญด้านนอก มาทับเหรียญด้านใน รู้อะไรต่ออะไรจากภายนอกแล้วก็นำมาทับสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ภายใน คุณธรรมความดีงามที่สังคมไทยเคยมี เคยฝากไว้ตั้งแต่รุ่นปู่ ย่า ตา ยาย...

งานที่ทำเมื่อวานนี้มี "อานิสงส์" มากนะ

มรณสติกัมมัฏฐาน เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับชีวิตที่ยังดำเนิน "ชีวิต" อยู่ในสังคม

ระลึกถึงความตายให้มาก ชีวิตนี้จะตั้งอยู่บนความ "ไม่ประมาท..."

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี