ขอบคุณมากค่ะ ที่แวะเข้ามาชมและให้กำลังใจกัน อันที่จริงลวดลายทั้งหมดที่ใช้ในการออกแบบมาจากผ้าแซ่ว หรือ ผ้าต้นแบบแม่ลายที่เปรียบเสมือนสมุดคู่มือลายทอของช่างทอชาวผู้ไท สิ่งที่ดิฉันได้เข้าไปประยุกต์ คือการจัดวางโครงสร้างลายใหม่ ให้ทันสมัยขึ้นค่ะ เพราะแพรวาแบบดั้งเดิมจะทอลายเรียงเป็นแถวและมีเส้นคั่นลายแต่ละแถว การให้สีที่ทำกันอยู่เดิมก็ไม่ได้สร้างจังหวะให้เกิดโครงสร้างอะไรใหม่ ๆ แพรวาทั่วไปจึงดูเหมือนกันไปหมด จะต่างกันก็แค่สีเท่านั้น
ลายของกลุ่มผ้าทอผู้ไท ส่วนหนึ่งพัฒนาขึ้นจากการให้ความรู้ช่างทอเกี่ยวกับผ้าของกลุ่มชาติพันธุ์อื่น ๆในโลกที่มีเทคนิคการทอใกล้เคียงกับผู้ไท เช่น ผ้าเม็กซิกัน kilimของตะวันออกกลาง รวมถึงส่าหรีของอินเดียด้วยค่ะ ตอนที่เราเริ่มเล่นแร่แปรธาตุกันใหม่ ๆ ช่างทอรู้สึกหนักใจ เพราะเป็นอะไรที่ต่างไปจากความคุ้นเคยเดิม ๆ ( ซึ่งก็เป็นปัญหาใหญ่ของการพัฒนาหัตถกรรมไทยในภาพรวมอยู่แล้ว ) ต้องปรับสมองประลองเชาว์กันพอควร จนไปได้ยินเขาแอบพูดกันว่า เอาไงเอากันอย่างดีก็แค่ตายคากี่ แต่คิดว่าที่เขายอมทดลองกับเรา เพราะบอกเขาไปว่านี่อาจจะเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยให้เขามีงานทำและรายได้อย่างต่อเนื่องกว่าที่เป็นอยู่ เพราะแพรวาดั้งเดิมเริ่มมาถึงทางตันแล้ว
จนเมื่อเราต่างก็ผ่านเส้นความหวาดหวั่นนั้นไปได้ งาน 8 ชิ้นแรกที่ทำเอาช่างทอหัวหมุนอยู่บ้าง สำเร็จออกมาและได้รับความสนใจและชื่นชม และที่สำคัญคือ ขายได้ ช่างทอก็เริ่มเชื่อมั่นและรู้สึกดีที่ได้ค้นพบศักยภาพในตัวเองที่เขาไม่เคยรู้มาก่อน ว่าความรู้ในการทอแพรวาซึ่งเป็นเทคนิคขั้นสูงมากที่เขาได้รับการบ่มเพาะอยู่ในตัวมานานนั้น สามารถนำมาทำอะไรใหม่ ๆได้อีกเยอะ มีคำถามหนึ่งที่ช่างทอมักจะถามดิฉันอยู่เสมอว่า อาจารย์รู้ได้อย่างไรว่าจะทำลวดลายแบบนั้นแบบนี้ได้ และมันก็ทำได้จริง ๆ ทั้งที่ทอผ้าก็ไม่เป็น ???? คำตอบของดิฉันตรงนี้ก็คือ ดิฉันก็มีสิ่งที่ได้รับการบ่มเพาะมาเช่นกันทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ และประสบการณ์ในการทำงานพิพิธภัณฑ์ เมื่อเราต่างก็มีวัตถุดิบดี ๆอยู่ในตัว เมื่อนำมาใช้ส่งเสริมกันมันก็เกิดเป็นอะไร ๆ อย่างที่เรากำลังทำอยู่นี่แหละค่ะ