มนุษย์ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสาร ภาษาที่เราใช้สื่อสารบ่งชี้ถึงสิ่งที่มีอยู่ ข้อความจึงสื่อสารเพื่อบ่งบอกถึงความมีอยู่ของบางสิ่งหรือยืนยันความมีอยู่ของบางสิ่ง เช่น น้ำเดือดเมื่ออุณหภูมิ 100 องศา เมื่อผู้พูดกล่าวเช่นนี้ แสดงถึงการยืนยันของความมีอยู่ของความจริงเรื่องน้ำเดือด แต่ข้อความที่พูดจะจริงหรือไม่ ต้องพิสูจน์ด้วยทฤษฎี เช่น ทฤษฎี Correspondence จึงใช้เพื่อดูว่าสิ่งที่ผู้พูดอ้างนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่มีอยู่หรือไม่ ถ้าสอดคล้องก็ถือว่าจริง เหมือนกับบางคนตั้งข้อความว่า "สาวโสดอารมรณ์แปรปรวนมาก" ก็ไปดูว่าตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ ถ้าตรงหรือสอดคล้องก็ถือว่าจริง ถ้าไม่ก็ไม่จริง
บทความข้องต้นมีสองเรื่องปนกันอยู่คือ ญาณวิทยาและอภิปรัชญา
ในส่วนเรื่องของญาณวิทยาเป็นเรื่องของเราจะรู้ได้อย่างไร แต่อภิปรัชญากล่าวถึงเรื่องความมีอยู่ ผู้เขียนอธิบายถึงเรื่องความมีอยู่ ขณะเดียวกันก็พยายามอธิบายว่าแล้วเราจะรับรู้มันได้อย่างไรขณะที่ในบทความมีเรื่องของข้อโต้แย้งใส่ไว้
ส่วนคำว่า truth ก็มีสองประเภท คือ subjective truth ก็คือ ความจริงที่ขึ้นกับตัวผู้ตัดสินเอง และ objective truth เป็นความจริงที่มีอยู่ด้วยตัวมันเอง แต่ก็มีปัญหาเช่น เราบอกว่าการปวดฟันคุดเป็น objective fact แต่ทำไมแต่ละคนจึงมีความรู้สึกเจ็บปวดไม่เท่ากัน หรือว่าไม่มี objective truth หรือว่าเป็น subjective truth สงสัยจะเถียงกันไปมาในบทความให้คิดหลายๆมิติ หรือถ้ามิใช่คนๆเดียวแต่เป็น public truth เป็นความจริงของกลุ่ม (majority agreement) เช่น สังคมหนึ่งบอกว่ามีลูกผู้ชายดีกว่าลูกผู้หญิง ก็เป็นความจริงของแต่ละคนที่ตกลงกันออกมาเป็นความจริงของหมู่คณะ แต่ก็คงไม่ใช่ objective truth
ส่วนจะเอาไปใช้ในการเขียนวิทยานิพนธ์ ฝากไว้คิดแล้วกัน