นะ...ปัญญาน่ะ...

มันต้องมาจากลงมือทำเอง .. สร้างเอง...

เรียนรู้เอง...เครื่องมือแห่งการเรียนรู้นี่มากมายนะท่าน ...

และเครื่องมือที่ดีที่สุด ก็ไอ้เจ้าร่างกายเรานี่แหละ... ตัวเรานี่แหละ..ที่มักนำพาก้าวเดินออกไปจากความมืดแห่งความไม่รู้... พอก้าวเดินออกมาได้บ้างนี่ หันหลังกลับไปดูนี่ ... อืม ... มันยากแต่ก็ไม่ยากเกินกว่าที่มนุษย์จะพึงทำ...

ท่านพูดถึง คำว่า "เมาธรรม" นี่ทำให้เห็นภาพเลยนะท่าน ทำให้นึกถึงการทำทานอย่างไร้ปัญญา ... เห็นมากเลย ...

อ่านหนังสือธรรมะ มากมาย...ยิ่งได้อ่านของครูบาอาจารย์แล้วล่ะก็ ยิ่งหลงไปใหญ่เลยว่า หลงว่าตนนั้นบรรลุธรรมอย่างครูบาอาจารย์ ... มันก็น่าสงสารเขาอยู่นะท่าน... ใครเล่าจะเป็นผู้นำพเขาเหล่านั้นไปได้ หรือจะปล่อยไปตามห้วงแห่งสายน้ำแต่ละคนล่ะท่าน ... ยิ่งปล่อย สังคมยิ่งเละนา... เห็นผิดเป็นชอบ ไปเสียนั่น

หากพอนำพาได้ ก็พึงนำพาไป...

พ่อแม่ครูบาอาจารย์...เน้นย้ำยิ่งว่า "อย่าเห็นแก่ตัว เสียสละให้มาก สงสารเขาให้มาก เมตตาเขาให้มา"... มันซึ้งลงใจเลยนะท่าน ได้แต่ตั้งจิตตั้งใจอธิษฐานว่า... ขอนำพาอาศัยร่างกายนี้ถวายแก่ความเสียาสละอย่างประมาณหาที่สุดไม่ได้...

เท่านั้นเอง...เสียสละตามกำลังที่ตนเองมี

มีมากก็เสียสละมาก มีน้อยก็เสียสละน้อยตามแรง แรงอันที่แท้จริงที่ไม่ใช่จากการถูกครอบงำจากอารมณ์ชอบหรือไม่ชอบใจ...

ไอ้ชอบใจหรือไม่ชอบใจ มันก็มีปรากฏอยุ่ในใจเราอยู่หรอก...

แต่เราไม่นำพามันมาอยู่เหนือความคิดและการกระทำของเรา...

ความอดทน...การภาวนาอย่างรู้ตัวนั้น จะนำพาให้คิดได้อันเป็นความคิดที่มาจากปัญญา ไม่ใช่ความคิดที่มาจากใจเน่าเน่า...

ทำไป...ทำไป...

การเห็นผลนั่นน่ะ ก็จะปรากฏชัดแก่ใจเราเอง...

อืม... หากว่าพอมีแรงทำการเสียสละ ช่วยผู้อื่นได้...ก็พึงนำพา ให้ก้าวเดินไปด้วยกัน ...

เดินอย่างไรเล่า... ?

อาจจะเดินเทียบเคียงกัน หรือด้าวเลื่อมกันบ้าง...

ก็ไม่เป็นไร... เพียงแค่ขอให้เดินไป เดินไป ในทิศทางแห่งพ่อแม่ครูบาอาจารย์ท่านเมตตาชี้ทาง บอกทางได้ ก็เท่านั้นเอง...

ก็นี่แหละ...เราก็ได้โอกาสจากการกระทำนี้ด้วย

โอกาสที่ว่านั่นน่ะ คือ โอกาสแห่งการเรียนรู้การเสียสละ... เสียสละอย่างไม่มีขีดจำกัดหรือคำว่าสิ้นสุด