ขอบคุณอาจารย์วัลลภครับ ผมไม่ได้เป็นอาจารย์โดยสถานะใดๆ แต่คำว่าอาจารย์นี้มีความหมายพิเศษกับผมเสมอมา รู้สึกได้รับเกียรติเป็นอย่างยิ่งเมื่อมีผู้เรียกหาว่าอาจารย์ทั้งที่ตัวไม่ใช่และไม่อยากรับสมอ้างครับ
เป็นอาจารย์มาลินีและอาจารย์มาโนชที่กรุณาช่วยเรียกลูกค้าให้ มีแพลนเน็ตที่รับบล็อกนี้เพิ่มขึ้นมากในช่วงนี้ เรื่องนี้ทำให้เกิดความคุ้มค่าและยั่งยืนยิ่งกว่าจำนวนผู้อ่านบันทึกนี้เสียอีก
กราบนมัสการครับ เรื่องของอำนาจ ผมเห็นด้วยกับวิกิพีเดีย ว่ายิ่งใช้อำนาจ ก็เหมือนยิ่งแสดงให้เห็นว่าไม่มีอำนาจ (ดูตรง "แรงจูงใจใฝ่อำนาจ")
บ้านเมืองเรามีปัญหาหลายอย่าง แต่ปัญหาใหญ่ของสังคมไทยตามความเห็นของผมนั้น คืออาการ sensory deficiency (?อายตนะบกพร่อง?) กล่าวคือ
- ฟังแต่ไม่ได้ยิน-มองแต่ไม่เห็น-...-คิดไตร่ตรองแต่ไม่เข้าใจปัญหาที่แท้จริง ไม่กล้าเผชิญหน้ากับปัญหา เกรงใจ กลัวเสียหน้า จึงตั้งคำถามผิด เขียน problem statement ไม่ชัดเจน
- การวิเคราะห์วินิจฉัยถึงสาเหตุก็ผิดเพี้ยนไป
- เป้าหมายในการแก้ไขปัญหาก็ไม่ตรงประเด็น ไม่รู้ว่าต้องการอะไร จะแก้อะไรให้เป็นอะไร
- จะแก้กี่ครั้งกี่ครั้ง ก็เป็นเพียงการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเพี้ยนมาตั้งแต่ต้นกระบวนการ
ขอคัดส่วนหน้าที่ของอริยสัจ ๔ จากตอนท้ายๆของบทความเรื่อง หัวใจพุทธศาสนา โดยพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) มาดังนี้ เพื่อเป็นแง่คิดเชิงตรรกะและปรัชญาสำหรับฆราวาสท่านอื่นๆนะครับ
พระพุทธเจ้าตรัสกิจ หรือ หน้าที่ต่ออริยสัจสี่ไว้ครบถ้วนแล้วแต่ละอย่าง ๆ
๑. หน้าที่ต่อทุกข์ คือ " ปริญญา " แปลว่า กำหนดรู้ รู้เท่าทัน จับตัวมันให้ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า " ทุกขัง ปริญเญยยัง " ภาษาพระแปลกันว่า " กำหนดรู้ " ทุกข์นั้นเป็นสิ่งที่จะต้องรู้เท่าทัน ปริญเญยยัง เป็นคุณศัพท์ ถ้าใช้เป็นคำนามก็เป็น ปริญญา เป็นชื่อของการสำเร็จการศึกษา ทุกข์นั้นเป็นตัวปัญหา เป็นปรากฏการณ์ ท่านเปรียบเหมือนกับ " โรค " ในทางร่างกายของเรา เมื่อเรามีโรคเราก็จะแก้ไขบำบัดหรือกำจัดโรค แต่พอเอาเข้าจริง เรากำจัดโรคไม่ได้ เราต้องเรียนรู้จักโรค เหมือนหมอจะแก้ไขโรค ต้องกำหนดรู้ให้ได้ว่าเป็นโรคอะไร เป็นที่ไหนตรงไหน และรู้ร่างกายซึ่งเป็นที่ตั้งของโรคด้วย ทำนองเดียวกัน ทุกข์ จึงไม่ใช่เรียนเฉพาะปัญหา แต่เรียนชีวิตซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งปัญหาด้วย ปัญหาเกิดที่ไหน มันเกิดที่ชีวิต หรือ เกิดในโลก เราก็ต้องรู้จักโลก รู้จักชีวิตและดูที่ชีวิต (นามรูป / ขันธ์ ๕ )
๒. หน้าที่ต่อ สมุทัย คือ " ปหานะ " แปลว่า ละ หรือ กำจัด พอรู้โรคว่าเป็นโรคอะไร จับได้แล้ว ต้องสืบหาสาเหตุของโรค ต้องจับให้ได้ เหมือนกับแพทย์ที่วินิจฉัยโรคให้ได้ สืบหาตัวสาเหตุของโรค อาจจะเป็นเชื้อโรค หรือ ความบกพร่องของอวัยวะ ไม่ใช่เชื้อโรคอย่างเดียว เมื่อมีโรคก็ต้องมี สมุฏฐาน หรือ สมุทัย นี่แหละเป็นตัวที่ต้องแก้ไข หรือ กำจัด
๓. หน้าที่ต่อ นิโรธ เรียกว่า " สัจฉิกิริยา " แปลว่า ทำให้ประจักษ์แจ้ง คือ บรรลุถึงนั่นเอง เราต้องมีเป้าหมายว่าเราจะเอาอะไร และทำได้แค่ไหน จุดหมายอะไรที่ต้องการ กำหนดให้ได้และรู้ความเป็นไปได้ในการแก้ไข คนที่ไม่มีความชัดเจนว่าต้องการอะไร มีความเป็นไปได้อย่างไร ก็จะทำอะไรไม่สำเร็จ แพทย์ก็ต้องวางเป้าหมายในการรักษาโรคว่าเป็นไปได้แค่ไหน เอาอะไรเป็นจุดหมายในการรักษา แล้วทำให้ได้ ให้บรรลุจุดหมายนั้น
๔. หน้าที่ต่อ มรรค เรียกว่า " ภาวนา " แปลว่า บำเพ็ญ คือ ปฏิบัติ ลงมือทำ ทำให้เกิด ทำให้มีขึ้น พอวางเป้าหมายเสร็จก็มาถึงขั้นลงมือปฏิบัติ จะผ่าตัดให้ยา และให้คนไข้ปฏิบัติตัวบริหารร่างกายอย่างไร วิธีรักษาทั้งหมดมาอยู่ในข้อ ๔ คือ มรรค เป็นขั้นที่ต้องลงมือทำ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มีรายละเอียดมากมาย
เพราะฉะนั้น อริยสัจสี่ จึงเป็นวิธีการวิทยาศาสตร์ จะใช้ในการสอนก็ได้ ในการรักษาโรคก็ได้ แพทย์ก็ใช้วิธีการนี้
สรุปความว่า พระพุทธศาสนาสอนเรื่องทุกข์ไว้สำหรับปัญญารู้ แต่สอนเรื่องสุขสำหรับให้เรามีชีวิตเป็นจริงอย่างนั้น พูดอย่างสั้นว่า พุทธศาสนาสอนให้รู้ทันทุกข์ และให้การอยู่เป็นสุข หรือให้สั้นกว่านั้นอีกว่า พุทธศาสนาสอนให้เห็นทุกข์ แต่ให้เป็นสุข คือ ทุกข์สำหรับเห็น แต่สุขสำหรับเป็น
เพราะฉะนั้น ต้องมองพระพุทธศาสนาว่าเป็นศาสนาแห่งความสุข ไม่ใช่ศาสนาแห่งความทุกข์