สกลยกประเด็นสำคัญมาว่าเลย
สำหรับผม ผมคิดว่า คนที่ลงมือทำเอง อยู่ในเหตุการณ์เอง รับรู้ได้ด้วยตนเองครับว่า สายตาของผู้ป่วยหรือญาติที่มองมาที่เรา เสียงร้องอย่างเจ็บปวด คิ้วที่ขมวดเข้าหากัน รอยยิ้มจางๆก่อนลมหายใจสุดท้าย น้ำตาหรือเสียงหัวเราะ เป็นอย่างไร ตัวเราจะบอกได้ดีเสมอว่า สิ่งที่เราทำลงไปนั้น มันดีได้ที่ สมใจของเราแล้วหรือยัง ซึ่งต่างคนต่างประเมินตนเอง
เรื่องใจ ต้องใช้ใจเราสัมผัส เรื่องที่ลึกซึ้งแบบนี้ ควรใช้อะไรที่ลึกซึ้งประเมิน ไม่ควรเอาอะไรหยาบๆ เช่น ตัวเลข ร้อยละ มาประเมินให้มันด้อยคุณค่าลง
อันนี้จำเขามาอีกที
นั่นคือความรู้สึกส่วนตัว
แต่ในโลกของนักวิชาการ ที่เราต้องทำหน้าที่ สอน โน้มน้าวคน การประเมินที่เป็นรูปธรรม อย่างตัวเลข จะดึงดูดใจ ทำให้คนเชื่อได้ง่ายกว่า เป็นเหตุผลว่า ในทางปฏิบัติ ผมก็ยังขอร้องให้ผู้ป่วยบอก คุณภาพชีวิต ของเขาให้ผมฟังเป็นตัวเลขว่า ให้กี่เปอร์เซนต์ครับป้า ซึ่งบางทีก็เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมยังทำอยู่ คือ ผมมักขอให้ผู้ป่วยหรือญาติ เขียน อะไร ให้กับเรา เป็นเรื่องราวที่นำไปสื่อให้ผู้อื่นต่อได้
ผมเองก็ยังพยายามหาคำตอบเรื่องนี้ให้กับตัวเอง และเรียนรู้ไปเรื่อยๆ
แต่มีอยู่อย่างหนึ่งที่มั่นใจว่าไม่ผิดแน่ ก็คือ อย่าฟังคนที่ไม่เคยทำงานกับผู้ป่วยระยะสุดท้ายพูดมากนักเรื่องนี้ เพราะผมเชื่อว่า เรื่องนี้ก็เหมือน KM คือ ไม่ลงมืิทำ ไม่รู้