ในเรื่องดังกล่าว ผมได้รับข้อมูลมาเลยขอนำมาเล่าสู่กันฟัง

 

กรณีดังกล่าวเป็นการแจ้งเกิดเกินกำหนดของเด็กต่างท้องที่ กล่าวคือ ไม่ได้แจ้งเกิดต่อสำนักทะเบียนที่เด็กเกิด (อำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฯ) แต่ไปแจ้งเกิดที่สำนักทะเบียน อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ประเด็นจึงมีอยู่ว่า กรณีดังกล่าวสามารถแจ้งเกิดต่างท้องที่ ตาม มาตรา 18 วรรค 3 ของกฎหมายการทะเบียนราษฎรได้หรือไม่

 

ดูแล้วก็น่าจะใช้ กฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งการเกิดหรือการตายต่อนายทะเบียนแห่งท้องที่อื่น พ.ศ.2551 ลงวันที่ 23 สิงหาคม 2551 ข้อ 1 ซึ่งบอกว่าการแจ้งเกิดต่างท้องที่ทำได้ โดยสามารถ "... จะแจ้งการเกิดต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้ง ณ สำนักทะเบียนอำเภอ หรือสำนักทะเบียนท้องถิ่นที่บิดา มารดา หรือผู้ปกครองของคนซึ่งเกิดนั้นมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านก็ได้" แต่ทีนี้จะมีปัญหาซึ่งเกิดจากการตีความคำที่ใช้ในระเบียบดังกล่าวว่า คำว่า "ทะเบียนบ้าน" นั้นหมายถึง ท.ร. 14 และ ท.ร. 13 แต่ไม่รวมถึง ทะเบียนประวัติ ท.ร. 38/1  และ ท.ร. 38ก ดังนี้ในกรณีที่แม่ของเด็กซึ่งมีชื่อใน ท.ร. 38/1 จึงไม่สามารถแจ้งเกิดต่างท้องที่ได้

 

หากเป็นอย่างที่ผมเล่ามา กรณีนี้แม้จะรับคำร้องไปแล้วก็อาจถูกปฏิเสธ ไม่รับแจ้งเกิดต่างท้องที่ ซึ่งทางออกก็คงมีสองทางคือ

  1. พาไปแจ้งเกิดในท้องที่ที่เด็กเกิด ก็คือที่สำนักทะเบียนอำเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฯ
  2. โต้แย้งการตีความดังกล่าว โดยพยายามยกเหตุผลว่า การกำหนดให้สามารถแจ้งเกิดต่างท้องที่ได้นี้ มีจุดมุ่งหมายในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการแจ้งเกิด อันเป็นประโยชน์ต่อรัฐในการมีข้อมูลของคนที่เกิดและอยู่ในประเทศไทย ดังนี้ การตีความอย่างกว้างว่า "ทะเบียนบ้าน" ให้รวมถึงทะเบียนประวัติต่างๆ ที่ออกตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร เช่น ท.ร. 38/1 หรือ ท.ร. 38ก เป็นการตีความตามเจตนารมณ์และเอื้อประโยขน์ต่อประเทศไทย มากกว่าการตีความอย่างแคบตามลายลักษณ์อักษร (ซึ่งไม่เห็นว่ารัฐจะได้ประโยชน์อะไรจากการตีความแบบแคบนี้) 

 

ผมว่าประเด็นนี้อาจต้องขอหารือกับทาง สทร. ว่าข้อมูลที่ผมได้รับมานั้นถูกต้องหรือไม่ และถ้าถูกต้อง จะสามารถตีความคำว่า "ทะเบียนบ้าน" ให้ครอบคลุมถึงทะเบียนประวัติได้หรือไม่ หรือต้องมีการแก้ไข กฎกระทรวงดังกล่าว