กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ครับ

ที่กรุณาแวะมาเยี่ยมเพื่อบอกเล่าเบื้องลึกและเบื้องหลังของคำตอบของเหตุการณ์กรณีน้องหม่อง

เมื่อบ่ายวันนี้ดูโทรทัศน์ช่อง ๑๑ รายการอะไรสักอย่างที่คุณสุภาพ คลี่ขจาย เป็นผู้ดำเนินรายการ ได้เชิญผู้แทนจากสภาทนายความมาร่วมรายการ ก็ให้คำอธิบายทำนองเดียวกับท่านอาจารย์ คือ ต่อกรณีดังกล่าวระบบกฎหมายไม่มีอะไรบกพร่องและเคยมีกลุ่มคนลักษณะนี้เดินทางไปต่างประเทศด้วยเหตุผลต่างๆ จำนวนไม่น้อย แต่คราวนี้กลับมีปัญหาเสียใหญ่โต

ผมไม่แน่ใจว่าเพราะการสื่อ-สาร ที่เหมือนว่าพอมีไมค์จ่อปากก็พูดเสียโดยพลันโดยมิทันได้ดูรายละเอียดของข้อเรียกร้อง 

คงต้องรอท่านอาจารย์ถอดบทเรียนดังว่า


เมื่อวันก่อนผมมีโอกาสเข้าร่วมฟังการสัมมนาในหัวข้อ "บทบาทมหาวิทยาลัย กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน" ณ มหาวิทยาลัยขอนแก่น วิทยากรประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่าน มีมุมมองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

แต่สิ่งที่ยังคงตราตรึงใจอยู่ ณ ขณะนี้คือ มุมมองของอาจารย์บัณฑร อ่อนดำ ที่มองว่า
บทบาทของมหาวิทยาลัยในส่วนของการบริการวิชาการ นั้น มักเชื่อและทำกันมาโดยตลอดว่าเป็นการบริการความรู้ (ผ่านการเขียน การพูด การฝึกอบรม ฯลฯ) ซึ่งการบริการในมิตินี้ มันไม่อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้

ขณะที่อาจารย์สุริชัย หวันแก้ว เป็นห่วงว่านอกจากจะไปเด็ดยอด (ภูมิปัญญา) ของชุมชนแล้ว ก็อาจไปสร้างระบบศักดินาขึ้นใหม่ในชุมชน ส่วนท่านอาจารย์ปาริชาติ วลัยเสถียร ท่านเปรยว่าหลายๆ กรณีนักวิชาการมักทำให้ชาวบ้านนอนไม่หลับ มือก่ายหน้าผากหลังจากเข้าร่วมเวทีชาวบ้าน ประชาคมกับนักวิชาการ (เพราะความคิดที่จะขับจะเคลื่อน ดังก้องอยู่ในหัวไม่ห่างหายไป)


ผมว่านอกจากความห่วงใยว่ามหาวิทยาลัยอย่าทิ้งห่างให้ชุมชนอยู่โดยลำพัง
เราอาจต้องพิจารณาอยู่ด้วยเหมือนกันว่า จะทำอย่างไรมิให้คณาจารย์บางกลุ่มดำเนินการอยู่อย่างโดดเดี่ยว -- รู้สึกว่าโดดเดี่ยว หรือต้องใช้พลังเกินความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจ (ในเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้ว)

ผมว่าต่อกรณีน้องหม่อง กับบทบาทของท่านอาจารย์ น่าจะเป็นภาพสะท้อน "บทบาทมหาวิทยาลัย กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน" ได้เป็นอย่างดี

เป็นโน้ตคำถามที่ผมยื่นต่อวงสัมมนาในวันนั้น


กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์อีกครั้งครับ