ในประเด็นที่คุณหมอกำลังศึกษา และตั้งคำถามอยู่ในบันทึกนั้น ไม่มีข้อมูลให้ค่ะ

 

แต่จะขอน้อมบอกคุณหมอด้วยความเคารพ  ด้วยการอัญเชิญพระพุทธพจน์ที่ทรงตรัสกับพระอานนท์มาอีกทีว่า

 

"ธรรมอันใด ก็ไม่อาจทำให้แจ้งไปได้ ด้วยการถาม ตอบ  แต่จะต้องน้อมนำมาปฏิบัติเองให้เข้าใจ แล้วจะหายสงสัย"

 

ที่ตอบอย่างนี้  เพราะกำลัง "สงสัย" ตะหงิด ๆ น่ะค่ะว่า  เราถกกันไปจนโลกแตก  ก็อาจจะไม่มีวันเข้าใจนัยยะ ที่พระพุทธองค์ทรงตรัสกับพระสารีบุตร  และทรงเข้าใจกันเอง

 

เพราะนั่นเป็นวิสัยที่ผู้ที่มีสติปัญญาเต็มรอบแล้ว สนทนากัน

 

เรายังปัญญาทึบอยู่ขนาดนี้  ต่อให้ยกคำพูดมาทั้งกระบิ  ก็ไม่มีวันที่จะเข้าใจกระจ่างแจ้งหรอกค่ะ

 

อุปมาเหมือนยกสูตรทฤษฏีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์มา  ใคร ๆ ก็ทราบว่า มันเขียนออกมาหน้าตาอย่างไรใช่ไหมคะ  อี เท่ากับ เอ็มซี กำลังสอง

 

เสร็จแล้วก็นั่งมองสูตรกันตาแป๋วไปมา  หรือไม่ก็มองตาปริบ ๆ

 

เข้าใจแล้วใช่ไหมคะ (ว่าทำไมเราถึงยังไม่เข้าใจ)

 

ฉันใด ก็ฉันนั้น

 

ส่วนตัวนั้น สันนิษฐานตามระดับคนปัญญาหนาว่า กรณีนายฉันนะ  อาจจะคล้าย ๆ กับที่ท่านธรรมปิฎก อธิบายไว้ค่ะ

 

นั่นก็คือ อาจจะใช้เวทนา  เป็นอารมณ์ในการเจริญวิปัสสนา  จนร่างกายธาตุขันธ์แตกดับไป

 

แต่พระไตรปิฎกบันทึกไว้เพียงว่า  นำเอาศาสตรามา "ฆ่าตัวเสียแล้ว"

 

เหมือนกับอ่านสำนวนบันทึกคดีฆาตกรรมน่ะค่ะ  ต้องตีความ

 

ในการอ่านพระไตรปิฎก  ท่านให้ไปอ่านอรรถกถาตีความเอาน่ะค่ะ

 

ถ้าไม่กระจ่างพอ  ก็ไปดูฎีกาอีกที

 

ถ้ายังไม่พอ  ก็ว่ากันไปถึงอนุฎีกามั้งคะ  ถ้าจำไม่ผิด

 

แต่อย่าลืมนะคะว่า  เป็นการตีความในเชิงปริยัติ  ถึงแม้ว่า จริงอยู่ ท่านผู้เขียน หลายท่านอาจบรรลุธรรมขั้นสูง

 

แต่เราผู้อ่าน ก็ยังปัญญาทึบอยู่ดี (ส่วนมากน่ะนะคะ เหมาเอา)

 

เพราะการ เอาศาสตรามา "ฆ่าตัว" นั้น มีนัยยะอย่างลึกซึ้งได้อีกเยอะน่ะค่ะ  ถ้าศึกษากันไปจริง ๆ แล้ว

 

พระพุทธองค์เองก็ทรงเอ่ยอยู่ในที่คุณหมอยกมาน่ะนะคะ

 

เช่น "...บุคคลใดแล ทิ้งกายนี้และยึดมั่นกายอื่น บุคคลนั้นเราเรียกว่า ควรถูกตำหนิ ฉันนภิกษุหามีลักษณะนั้นไม่"

 

ฟังดูเหมือน  ฉันนะภิกษุ  ท่านเข้าข่ายบรรลุธรรมในขณะที่ดับขันธ์น่ะค่ะ  เพราะ ทิ้งกายนี้แล้วไม่ยึดมั่นกายอื่นต่อ  และคงเป็นอรหันต์ในลักษณะที่เจริญเวทนา คือ พอเวทนาดับปุ๊บ กิเลสดับปั๊บ สำเร็จเป็นอรหันต์ พร้อมธาตุขันธ์ดับไปด้วยเลย  อย่างนี้ในสมัยพุทธกาลก็มีเยอะค่ะ  มีคำบาลีเรียกเฉพาะด้วย  แต่ลืมไปแล้วค่ะ อยู่ในข้อสอบนักธรรมโทนานแล้ว แหะ ๆ  ขี้เกียจไปค้นหนังสือ  คุณหมอไปค้น Google เอาเองนะคะ  เข้าใจว่าเดี๋ยวนี้กองสอบบาลีสนามหลวงมีเวบไซต์

 

ประเด็นฆ่าตัวตายของคุณหมอนั้น  ขอไม่ตอบแล้วกันนะคะ  แต่จะเล่าให้ฟังเฉย ๆ ว่า  พระภิกษุที่บรรลุธรรมชั้นสูงนั้น  ท่านสามารถอธิษฐานจิตให้ร่างกายท่านเกิดเตโชธาตุ "ขึ้นได้เอง" ค่ะ  ไม่ต้องไปจุดไฟเผา  และโดยมากมักจะอธิษฐานให้เกิดขึ้นหลังจากดับขันธ์ไปแล้ว  หรือเข้าเตโชสมาบัติ  เหมือนที่พระคุณเจ้าท่านยกตัวอย่างพระอานนท์  ซึ่งนับว่าเป็นการเข้าปรินิพพานที่ spectacular ที่สุดเมื่อเทียบกับพระอรหันต์องค์อื่น ๆ เลยล่ะค่ะ  คือจากไปด้วย firework เลยทีเดียว  เพราะไม่ต้องการให้ญาติ ๆ ทั้งสองฝ่ายแย่งอัฐิกันนั่นเอง 

 

ถ้าคุณหมออยากทราบรายละเอียดเกี่ยวกับ เตโชสมาบัติ  พร้อมกับตัวอย่างจริง จากพระในสมัยไม่กี่ร้อยปีนี้ มีอะไรอย่างไรบ้าง  มาฟังในคอร์สที่วิปัสสนาเชียงใหม่ได้ค่ะ  จะอยู่ในธรรมบรรยายเรื่อง "วิปัสสนาวงศ์" เช้าวันที่ ๒ ของการปฏิบัติ  อ.ศิริพร กรรณกุลสุนทร  ภรรยาอ.พิชัย จะเป็นผู้บรรยายค่ะ

 

จริง ๆ แล้ว ต่อให้เป็นคนธรรมดา ที่มีศีล ๕ บริสุทธิ์  ถ้าเดินป่าไปเห็นโครงกระดูกอยู่  แล้วอยากทราบว่า  นี่เป็นโครงกระดูกของพระผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มาเจริญความเพียรจนร่างกายดับธาตุขันธ์ไปหรือเปล่า  ก็อธิษฐานได้ค่ะ  ถ้าใช่  ไฟก็จะลุกเอง

 

เชื่อไม่เชื่อ  ก็ต้องพิสูจน์เองน่ะค่ะ  ของอย่างนี้  เขามีไว้ให้พิสูจน์  ไม่ได้มีไว้ให้ถก

 

แต่รับรองว่าปฏิบัติธรรมอย่างถูกวิธี แค่ ๗ วันนี้ เข้าใจเรื่อง เตโชธาตุที่มีอยู่ในตัวแน่นอน โดยไม่ต้องเปิดดิคของท่านธรรมปิฎก

 

อย่าไปเผลอสติเล่นกับ เตโช ในตัวก็แล้วกันค่ะ  เขาถึงว่า วิชานี้ต้องมีครูบาอาจารย์คอยช่วยปรับอินทรีย์

 

เพราะว่า เล่นกับไฟนั้น มันร้อนน่ะค่ะ 

 

การที่มีบางท่าน บางรูป ฆ่าตัวตายไปจริง ๆ หรือเพี้ยน ๆ ไป  ก็เพราะไม่ได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์เวลาฝึกเจริญภาวนานี่แหละค่ะ

 

สตินั้น สำคัญฉะนี้  (หาใช่สมาธิ อย่างที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าใจไม่)

 

ขอให้คุณหมอได้ข้อมูลอย่างที่ต้องการนะคะ  แต่ว่าถ้ามีโอกาส  ลองมาฝึกเจริญสติก่อน  ก็จะเยี่ยมมากเลยค่ะ  เพราะจะได้อะไรออกไปต่อยอดที่คุณหมอมีอยู่แล้วอีกเยอะ

 

สวัสดีค่ะ,

 

ณัชร

นักเรียนอนุบาล วิชาว่าด้วยการฝึกใจของพระพุทธเจ้า