ขอบคุณ อ.ประพนธ์ครับ ผมอ่านหนังสือของ Osho เมื่อประมาณสิบปีก่อน ตะลุยอ่านอยู่สักสิบกว่าเล่ม หลังจากนั้นก็ฝุ่นจับอยู่บนชั้นหนังสือครับ ข้อมูลหรือความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่ Osho พูดจึงไม่แน่นแล้วครับ ตอนนีคงพูดได้แต่ความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Osho มาบ้าง ต้องยกประโยชน์ให้ท่านครับ
ผมไม่มั่นใจเรื่องความหมายเฉพาะของ connection ในความหมายของคุณ jc นะครับ แต่สำหรับ "ความคิดเห็น" ของผมต่อวิธีคิดของ Osho คือ ท่านไม่เชื่อถือเรื่อง อิสรภาพจากอะไรบางอย่าง และไม่ประณีประนอม คำว่า "อิสรภาพจาก" เป็นแนวคิดในแง่ลบ เพราะทำให้เกิดการต่อต้าน อิสรภาพจากการเมืองก็ต้องเป็นกบฎ อิสรภาพจากอาหาร อากาศ ธรรมชาติ ความตาย จึงเกิดการต่อต้านและพยายามควบคุมธรรมชาติ
อิสรภาพที่แท้จริงก็ไม่ใช่วงกลมซ้อนทับกัน แต่เป็นวงกลมสมบูรณ์ เป็นปัจเจกชนโดยสมบูรณ์ มีอิสรภาพโดยสมบูรณ์ที่จะทำอะไรก็ได้ จะตีหัวคนก็ได้ จะลักขโมยก็ได้ แต่ทำไมไม่ควรทำ ไม่ใช่เพราะเกรงกลัวบาป แต่เพราะมี vision ครับ เมื่อทำสิ่งนี้ จะก่อให้เกิดสิ่งนั้น... ฯลฯ สรุปว่าการทำชั่วไม่ใช่การได้มา แต่เป็นความสูญเสีย แม้แต่การทำความดีเพราะคิดถึงสิ่งตอบแทน ก็เป็นความคิดในแง่ลบ เพราะหมายถึงเรายัง depend on บางสิ่งบางอย่างอยู่ ในแง่นี้ เรามีอิสระที่จะทำความเลว แต่เพราะเรารู้เท่าทันมันเราจึงไม่ทำ
เรามีอิสระ เต็ม ไม่ต้องรับส่วนแบ่งจากใคร และไม่ต้องแบ่งให้ใคร เรามีสิทธ์แม้แต่ไม่กิน ไม่หายใจก็ได้ อย่างมากก็ตาย แต่ไม่มีใครแย่งอิสรภาพไปจากเราได้
แล้วทำไมเราจึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม จึงต้องทำดีกับคนหรือสิ่งรอบๆ ตัว คราวนี้คำตอบคือ "ควมรัก" ครับ ในเมื่อมิตรรักคุณเหลือเกินจึงทำสิ่งดีๆ ให้ ในเมื่อศัตรูรักคุณเหลือเกินจึงมอบบทเรียนให้ ในเมื่อธรรมชาติรักคุณเหลือเกิน ฯลฯ ทำไมเราจึงไม่ควรตอบรับความรักเหล่านั้น ใครสักคนรักคุณ แต่คุณไม่ตอบรับ ไม่ทำดีกับเขา ไม่พูดคุยกับเขา ธรรมชาติรักคุณจึงมอบดิน น้ำ อากาศ แต่คุณไม่ตอบรับ ไม่ดูแล กลับทำลายสิ่งดีๆ เหล่านั้นไป เมล็ดข้าวหนึ่งเมล็ดรักคุณเหลือเกินแล้วทำไมคุณถึงไม่กิน ไม่รับ เพราะอยากมีอิสระบ้าๆ บอๆ ผู้ที่สูญเสียก็คือตัวคุณเอง เป็น vision อีกแล้วนะครับ เรื่องเดียวกับพรหมวิหารสี่ละครับ พรหมนั้นสมบูรณ์ในตนเอง ไม่กิน ไม่ดื่ม ไม่พึ่งพิงอะไร แต่ที่อยู่ของพรหมหรือพรหมวิหารกลับเต็มไปด้วยความรักทั้งเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา
เห็นไหมครับ แนวคิดอย่างนี้เห็นแก่ตัวเหลือเกิน เป็นปัจจเจกเหลือเกิน หากใคร quote แค่มุมมองของการ "เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด" นี่ คนฟังก็คงรู้สึกแย่แล้ว แต่ความหมายของการเห็นแก่ตัวที่สุดกลับไม่ใช่ความเลวร้าย
อีกอย่างที่อยากชี้ให้เห็นคือ Osho ไม่มองอะไรในระนาบเดียว และไม่ตอบปัญหาในเกมครับ เป็นการทลายกรอบความคิดโดยสิ้นเชิง ถามเรื่องหนึ่ง คำตอบอาจจะเป็นอีกเรื่อง ไม่ใช่แค่หมายความว่ามองในภาพรวมนะครับ การเอากบออกมาจากกะลา เราเห็นโลกทั้งใบ แต่เพราะโลกกว้างใหญ่ เราจึงอาจมองข้ามนกตัวหนึ่งที่เกาะอยู่แถวๆ นั่นกำลังเล็งกบเป็นอาหารเย็นก็ได้ครับ