สวัสดีครับอาจารย์
ผมย้อนนึกถึงเรื่อง อย่าบ้าความรู้ ให้เลือกความรู้ ผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยในแนวคิด เรื่อง การพัฒนาหลักสูตรสำหรับบัณฑิตยุคใหม่ (ค.ศ. ๒๐๒๕) หลายเรื่อง เช่น
- ถ้านักศึกษาที่ตั้งใจเข้าไปเรียนคณะวิศวะ หรือวิทยาศาสตร์ ตั้งใจเรียนวิชาตามสาขา ให้มีความรู้ความสามารถเต็มที่ ไม่ต้องไปบังคับให้เอาเวลาไปเรียนทุกอย่างน่าจะดีกว่า เวลาเพียง 3-4 ปี แต่จะให้ได้ทั้งวิชาชีพ ทั้งวิชาสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ (สมัยโบราณกาล เรียนวิชาพันดาบอย่างเดียว เรียนกับทิศาปาโมกข์ 8 ปี ถึงได้รับการยอมรับว่าใช้ได้)
- ปัจจุบันนักศึกษาที่จบจากมหาวิทยาลัยจริงๆ อาจมีความสามารถในการทำงานน้อยกว่านักเรียนช่างเทคนิคด้วยซ้ำ เพราะเรียนแต่ภาคทฤษฎี ไม่ค่อยได้ปฏิบัติจริง ท่องจำเอา ตัวอย่างน้องวิศวะไฟฟ้าที่ผมรู้จัก เข้าทำงานทำอะไรไม่เป็นเลย ต้องเรียนจากช่างที่มีประสบการณ์อีกนานกว่าจะทำงานได้เท่าช่างจริงที่เรียนไม่สูงเท่า ดังนั้นถ้าเอาเวลาที่มีมาเน้นการทำแล็ปทดลองมากๆ จะได้คนที่มีความรู้มีคุณภาพจริงมากกว่า
- วิชาสังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ น่าจะเป็นความสนใจของแต่ละคน ไม่ใช่บังคับ ผมมีความเห็นว่าทุกคนในโลกไม่สามารถเป็นผู้นำได้ทุกคน ต้องมีผู้ตามบ้าง วิชาอย่าง Leadership จึงไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนควรเรียนกันหมด สอนจนไม่มีคนอยากตาม แย่งกันเป็นผู้นำ ทั้งๆ ที่เป็นไม่ได้ก็ดันทุรังจะเป็นก็มี (ปัจจุบันนับกันที่วุฒิการศึกษาถึงจะเป็นผู้นำได้ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่น่ายอมรับจริง)
- ผมไม่เห็นด้วยกับการเอาอย่างระบบการศึกษาของคนอื่นมาใช้ เช่น เรื่อง Social responsibility, Teamwork, Leadership, Attitude ถ้าเรียนกันแบบท่องจำ มันไม่ใช่ของจริง ถ้าเพียงแต่เปลี่ยนไปเป็นบังคับให้นักศึกษาไปทำกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนา เช่นตัวอย่างของโรงเรียนรุ่งอรุณ (ทำไมตอนเกิดเหตุการณ์สึนามิทางภาคใต้จึงส่งเด็กนักเรียนไปทำกิจกรรมในพื้นที่ที่ประสบภัยด้วย) ในบทความคนดีวันละคน (รศ. ประภาภัทร นิยม) ที่อาจารย์เคยบันทึกไว้ นักเรียนสัมผัสชีวิตจริง ไปคลุกคลี ยากลำบากอย่างเด็กชาวบ้าน เค้าจะเปลี่ยนเอง อาจารย์ไม่ต้องไปเปลี่ยน เค้าได้จริง เห็นคุณค่าจริง ไม่เสียเวลาท่องจำและมีคุณค่าเพียงการสอบได้เกรดเท่านั้น
โดยส่วนตัวผมได้ไปค่ายอาสาหลายครั้ง หลัง AAR หลายคนที่เป็นนักศึกษาปี 1 ปี 2 เริ่มเห็นคุณค่าในตัวเอง รู้ปัญหาของตัวเอง เช่น รู้ว่าทำไมจึงไม่ค่อยมีเพื่อน เพราะ ผมเป็นคนที่ถามคำตอบคำ เลือกคุยเป็นบางคน ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจแต่ทำให้ไม่ค่อยมีใครอยากคุยด้วย กลับไปผมจะคุยกับทุกคน เปิดใจมากขึ้น ทำงานต้องฟังกันถึงไม่ชอบก็ต้องฟังให้จบก่อน
อยากให้เพิ่มกิจกรรมการทำงานกับสังคม การฝึกภาคปฎิบัติ มากกว่าเพิ่มเนื้อหาวิชาการครับ (ไม่ควรสอนให้เขาแบกโลกแบกความรู้ไว้)
ผมมีความเห็นค่อนข้างแตกต่างจาก ศ. ดร. เมธี เวชารัตนา ครับ ผมกลับเห็นว่าควรลดจำนวนวิชาเรียน แต่ไม่เพิ่มเวลาเรียนรู้ (เพิ่มเวลาปฏิบัติ ลดเวลาบรรยาย) ไม่อยากให้ทุกคนเรียนมาเป็นเป็ดเหมือนกันหมด เป็นทุกอย่างแต่ไม่ได้ดีสักอย่าง อยากให้รู้ ใช้งานได้ ทำจริงเป็นและ "เชี่ยวชาญ" แค่อย่างเดียวก็พอในเวลา 4 ปี มากกว่าครับ
แหวกแนว คิดเห็นไม่ค่อยตรงกับผู้หลักผู้ใหญ่ ต้องขออภัยด้วยครับ
ขอบคุณครับ
อภิชา