เรื่องบางเรื่อง...ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เราต้องลงมือเอง..
เราต้องนึกว่า ตอนนี้ ตัวเองมีอะไรเป็นเครื่องมือบ้าง..
นิสิต สามารถทำแทนเราได้ เราก็ต้องสวมบทบาทเหมือนที่พี่เคยทำ คือ ดูแล ติดตาม..และอยู่ข้างๆ ในยามลงพื้นที่
การเป็นเจ้าหน้าที่ใหม่ ย่อมได้เปรียบคนแก่ชราก็ตรงมีน้องนุ่งเป็นเพื่อนผู้ร่วมชะตากรรม สิ่งนี้เราต้องพิสูจน์ ว่าเรามี...และมีอยู่จริง...พวกเขาไม่ใช่คนของเรา แต่เป็นผู้ร่วมชะตากรรม...เป็นคนที่เราต้องสร้างเรื่อง "จิตอาสา" ...
แท้ที่จริงแล้ว...พี่ก็ไม่ได้หมายความว่าให้เราต้องถอดหัวโขนไปทำเช่นนั้นเสียทั้งหมด แต่กำลังดูว่า ในฐานะเจ้าหน้าที่นั้น เรามีมุมคิดและพลังเคลื่อนได้มากแค่ไหน...เพียงใจนำพา..ศรัทธานำทาง...(หรือยัง)
....
กรณี หนังสือนั้น
มันเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สร้างมา โดยคิดล่วงหน้าแล้วว่า จะนำมาใช้ในเทศกาลต่างๆ ...
สำหรับ จนท.ในองค์กร ไม่มีความจำเป็นต้องหักต้นทุนใดๆ..
แต่สำหรับ จนท.นอกองค์กร จำเป็นต้องหักค่าต้นฉบับ เพราะคนละกลุ่มเป้าหมายเท่านั้นเอง
จากนี้ไป ..
หากต้องนำหนังสือเล่มนี้ไปเป็นเครื่องมือแก่นิสิต...ใครบริจาคมากกว่า 50 บาทขึ้นไป ก็แจกหนังสือนี้เป็นที่ระลุกแก่พวกเขา ก็ถือว่าเป็นเรื่องไม่เสียหาย อย่างน้อย เขาควักเงินเพิ่มขึ้นจากที่นิยมบริจาค 20 มาเป็น 50-70 บาทแล้ว ได้หนังสือไปอ่านสักเล่ม พี่ว่าคุ้มสุดคุ้ม
อย่างน้อยก็ได้อ่านเรื่องของตัวเอง...
บางครั้ง เราซื้อกาแฟดื่มในแต่ละวัน-เหล้าปั้นในแต่ละเหยือก มันก็ยังแพงกว่าหนังสือที่แจกและขายเลยด้วยซ้ำไป
....
นักกิจกรรม กับนักกิจการ..มันต่างกันเยอะเลย
มีต้นทุนอยู่ในตัว...ต้องใช้ให้คุ้ม...
เรียนรู้ตอนนี้อย่างสุดชีวิต คือสิ่งที่ดีที่สุด เพราะหากอะไรพลิกผัน ...ตัวเอง จะได้ยืนได้ด้วยตัวเอง
เพราะพี่ๆ ..ก็คงดูแลพวกเราได้ไม่นาน นักหรอก