ปัญหาหนึ่งของวงการวิชาการไทยก็คือ นักวิชาการไม่รู้จักการ "เจ๊าะแจ๊ะ"

ทำอะไรก็เป็นวิชาการไปหมด เป็นอะไรก็เป็นงาน เป็นการ

r2r เป็นเรื่องของคนหน้างาน ที่เขาต้องทำงาน "ด้วยกันและกัน"

ความรู้ ประสบการณ์ที่ถ่ายทอดออกมาในเวที workshop นั้นมีค่าไม่เทียบเท่าครึ่งหนึ่งของการ "เจ๊าะแจ๊ะ"

อะไรต่ออะไรที่พูดไม่ออก พูดไม่ได้ คุณอำนวยต้องไปเจ๊าะแจ๊ะเอา

นักวิชาการเจอ เดี๋ยวนี้สั่งข้าวผัดแล้วต้องบอกแม่ค้าว่า "ไม่ต้องใส่ผักชี" เพราะกินผักชีจากเวทีมาจนอิ่มแล้ว

การจะทำการจัดการความรู้ให้ "เนียน" การจะสกัด r2r ให้ "เนียน" ต้องเรียนรู้และปฏิบัติควบคู่กับ "การเจ๊าะแจ๊ะ"

คุณอำนวยรุ่นใหม่ต้องคิด ต้องทำอะไรให้เป็น "กุศล"

คิดดี มองโลกในแง่ดี

ดังนั้นคุณอำนวยต้องมี "ศีล" ให้ถึงพร้อม จะเป็นผู้มีศีลขาดด่างพร้อยไม่ได้

หรือเป็นพวกชอบวางมาด วางกล้ามก็ไม่ดี

การเจ๊าะแจ๊ะของคุณอำนวยนี้ต้องเสียสละมากนะ

ไม่ใช่จะไปเจ๊าะแจ๊ะแล้วจะได้ตังค์ หรือได้เงิน

วิทยากรเดี๋ยวนี้จะไปไหน ทำอะไรก็ต้องมีค่าตัว ค่าชั่วโมง

การเจ๊าะแจ๊ะนี้ไม่มีค่าตัว ค่าชั่วโมงนะ ต้องเจ๊าะแจ๊ะด้วย "ใจ..."

อะไรต่ออะไรที่ดี ๆ เขาจะบอก จะเปิดเผยหากเรามีความจริงใจให้กันและกัน

ในเวทีเดือนหนึ่งเจอกันที ปีหนึ่งเจอกันที แล้วจะมีมากหรือที่ "ความจริงใจ..."

คนเป็นญาติ เป็นมิตร เป็นเพื่อนต้องรู้จัก "เจ๊าะแจ๊ะ" กันบ้าง

คุยเรื่องสัพเพเหระ สารทุกข์ สุขดิบ ถามไถ่ เอาอกเอาใจใส่ซึ่งกันและกัน