สวัสดีค่ะท่านอาจารย์

มาช้า แต่ก็มานะค่ะ ก่อนอื่นขอแทนชื่อตัวเองว่าบอมบ์นะค่ะ

จริงๆแล้วต้องบอกอาจารย์เลยนะค่ะว่าบอมกับท่านบารัค โอบาม่า มีความสนิทกันอยู่ระดับหนึ่ง อาจารย์ค่ะ ท่านบารัค โอบาม่าเนี่ยเค้าถนัดมือสาย และเป็นสาวกของเฮรี่ พอร์ตเตอร์ ที่สำคัญเป็นญาติห่างๆ กับแบรตพริต อีกด้วยดูๆไปก็คล้ายๆนะค่ะ แต่ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าเขาเป็นประธานาธิบดีผิวสีคนแรก ของอเมริกัน ไม่มีใครคิดว่าประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจะมีวันนี้ นี่คงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าทำไมบารัค โอบาม่าได้รับการเลือกตั้งเพียงแค่เค้าชูคำว่า " Change " ทะลายค่านิยมที่เกาะอยู่ในหัวใจคนอเมริกันมาตลอด เค้าแค่บอกว่ามันง่ายนิดเดียวถ้าคุณกล้าคิดที่จะเปลี่ยนแปลง มันไม่ง่ายที่คนอเมริกาจะยอมรับความเปลี่ยนแปลงแต่ก็ไม่ยากที่คนอเมริกันที่กำลังยืนอยู่ตรงจุดวิกฤตจะซื้อนโยบายเค้า การเปลี่ยนแปลงจึงกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ ตรงกับ P Kotter Leading Change (1996) และ The Heart of Change (2002) สร้างความรู้สึกถึงความจำเป็นและเร่งด่วนที่จะต้องมีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์การ (Establishing a sense of urgency) หรือเรียกว่า ปลุกให้ตื่น:

บอมบ์ชอบประโยคนี้ค่ะ

"ไม่ใช่สายพันธุ์ที่แข็งแรงที่สุดหรอกที่อยู่รอดและไม่ใช่สายพันธุ์ที่ฉลาดที่สุดด้วย

แต่เป็นสายพันธุ์ที่ปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่เก่งที่สุด ต่างหาก" เห็นด้วยค่ะเค้าบอกว่าซึนามิในประเทศไทยคนที่เสียชีวิตส่วนมากเรียนมาก ฉลาดมาก ไปยืนดูทะเลหดหายแต่ไม่เฉลียวใจ ส่วนที่รอดชีวิตคือชาวเผ่ามอร์แกนกับชาวประมง นี่คงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของKM แต่เป็น KM ง่ายๆที่สอนให้เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติ เทคโนโลยีก้าวหน้าเท่าไหร่ ชาวHRเราคงต้องอย่าลืมหันมาใส่ใจธรรมชาติด้วยนะค่ะ เอาเค้ามาเท่าไหร่ ทดแทนเค้าคืนด้วย CSR จึงเกิดขึ้นในยุค 3G

สุดท้ายค่ะ การแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่และกลยุทธ์ของนัก HR ในการเตรียมคนสู่ตลาดงานในอนาคต เห้นด้วยกับที่ท่านอาจารย์สรุปทุกประเด็นค่ะแต่ขอเพิ่มเติมอีก 1 ข้อคือ กลยุทธ์มุ่งเน้นการตอบแทนกลับยังสังคม (CSR) ถ้าเรามีคนเก่งและคนดีอยู่ในองค์กร อยู่ในสังคม ประเทศเราก็คงมีความสุขค่ะ คงไม่มีประเทศไหนๆที่ประเทศไทยสู้ไม่ได้ " ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด... : )

ขอบคุณค่ะ