สวัสดีครับ

  • ต่อไปนี้จะเป็นมุมมองอีกมุมที่ขอสงวนสิทธิ์ไว้ว่านำเสนอเพื่อต่อยอดความรู้กัน ไม่ได้มีเจตนาจะบอกว่าใครผิดใครถูกทั้งในคดี และในงานเขียนของบันทึกนี้ นะครับ
  • หากผมจะมองว่าด้วยวิทยาการทางด้านสูติศาสตร์ ณ วันนี้ มีมากพอที่จะทำให้เด็กคนนั้นปลอดภัย นะครับ จึงไม่ใช่เรื่องเวรกรรม
  • เริ่มมาตั้งแต่การตระเตรียมเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ การบำรุงครรภ์ การเฝ้าระวังความผิดปกติ การจัดการกับความผิดปกตินั้นเสียก่อน ก่อนที่อันตรายจะมาถึง จนถึงการคลอด และหลังคลอด จนเลยไประยะปลอดภัยแน่ ๆ แล้ว กระบวนการเหล่านี้พร่องไปตรงไหนที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ผมหมายถึงหาก case ได้รับการตัดสินใจว่าต้องผ่าออกตั้งแต่ต้น และทันเวลา จะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดได้ไหม การตัดสินใจที่จะทำอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ไม่มีสัญญาณบอกเลย หรือมีแต่ตรงนั้นพร่องไป 
  • หากตรงนั้นพร่องไปและ case นี้ได้ตัดสินใจเลือกที่จะฝากตัวให้ได้รับการดูแล แน่นอนว่าเพื่อให้ตัวเองและลูกปลอดภัย จากองค์กร (กระทรวงสาธารณสุข) และความพร่องนั้นได้เกิดขึ้นจากระบบขององค์กร ผมมองว่าองค์กรนั้นต้องรับผิดชอบนะครับ และหากเมื่อผู้ปฏิบัติงานให้องค์กรได้ทำอย่างเต็มที่แล้ว แน่นอนว่าเขาไม่ควรจะต้องมารับผิดชอบด้วย พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.๒๕๓๙ มาตรา ๕ กำหนดไว้ดีแล้วครับตรงนี้ หากแต่ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำเต็มที่ องค์กรนั้นก็ยังปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพียงแต่ต้องไปไล่เบี้ยเอาภายหลังเอง ตามมาตรา ๘
  • "เจ้าหน้าที่" ตามมาตรา ๔ ระบุไว้ครอบคลุมมากให้หมายถึงคนที่ได้รับการแต่งตั้งมาช่วยงานได้ด้วย แต่ผมไม่ทราบว่าอำนาจการแต่งตั้งนั้น จะเป็นผู้บริหารระดับใดได้บ้าง ไม่แน่ใจว่าอย่าง รพ. ผู้อำนวยแต่งตั้งมาได้ไหม เช่น ตั้งแตั้งให้ อสม.มาช่วยเหลืองาน OPD ช่วงเช้า ๆ ผมเห็นมีหลาย รพ.ที่ทำอยู่ หากได้แต่งตั้งมา เขาและ(ผู้รับบริการด้วย) จะได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายอีกหลายฉบับ ครับ --> ตรงนี้ผมเจตนาจะขอความรู้จากท่านอัยการฯ ด้วยครับ
  • สำหรับที่ สปสช.จ่ายนั้น คงเป็นไปตาม พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๕ มาตรา ๔๑ เท่าที่ทราบนะครับว่าเป็นการเยียวยาช่วยเหลือเบื้องต้นโดยไม่พิสูจน์ถูกผิด แก่ผู้ได้รับผลกระทบจากบริการ ซึ่งอาจจะเป็นตัวผู้ให้บริการเองก็ได้ เช่นถูกทำร้ายจากผู้ป่วยที่ทำไปโดยไม่รู้สึกตัว เป็นต้น
  • ผมอาจจะมองผิดไปก็ได้ แต่เป็นอีกมุมหนึ่งที่มองมาทางนี้ครับ