"เพราะความเห็นแก่ตัวนี้เอง เราจึงทำงานแบบขัดแข้งขัดขากัน ดูในทีวีจะเห็นภาพซ้อนนี้ คนที่มีตำแหน่งสูงๆ จึงเป็นคนมีวิชามารสูง ไม่ใช่วิชาการสูง ไม่ใช่คุณธรรมสูง ผมภาวนาให้สภาพในย่อหน้านี้เบาบางลง เพื่ออนาคตของสังคมไทย"

อาจารย์คะ ข้อความข้างต้นตรงและชัดมากกับภาพที่เป็นจริงในมหาวิทยาลัยท้องถิ่น ราชภัฏเป็นมหาวิทยาลัยในท้องถิ่น ในการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นทำแล้วสนุก มีความสุขที่ได้ช่วยเหลือชุมชน

แต่งานวิจัยแบบบูรณาการใช้ในท้องถิ่นไม่สามารถนำมาใช้ขอผลงานวิชาการ

ทำไมคะ ผู้เชี่ยวชาญที่ประเมินผลงานวิชาการจึงมีแต่นักวิจัยที่ไม่มองมุมกว้าง มองแค่เจาะลึกในสาขาวิชาจึงจะได้รับการยอมรับ ทั้งที่ขัดแย้งกับนโยบายส่งเสริมการวิจัยของหน่วยงานต่างๆ และแหล่งทุนวิจัย ที่จะให้ทำวิจัยพัฒนาชุมชนช่วยสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่นซึ่งจะส่งผลดีต่อประเทศชาติมากกว่าทำวิจัยในห้องLab

การทำงานวิจัยเพื่อขอผลงานวิชาการต้องทำวิจัยแล้วได้ตีพิมพ์ แม้ว่าชุมชนจะไม่ได้ประโยชน์อไรเลยจากงานวิจัยนั้น ก็ไม่เป็นไร

การทำงานวิจัยลงท้องถิ่นอย่างทุ่มเท จึงเหมือนเดินถอยหลัง ไม่ได้รับความก้าวหน้าทางวิชาการ จึงสับสน และเสียกำลังใจ ทำงานมีความสุข ก็ไม่ได้เลื่อนยศ ตำแหน่ง คงต้องกลับมาเดินตามเส้นทางวิจัยที่ทำกันทั่วไป แม้จะเป็นงานที่เห็นแก่ตัว เพราะต้องทำวิจัยเพื่อตนเองเพื่อสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จึงจะก้าวหน้าได้

เมื่อไรประเทศไทย นักวิชาการจะมีแนวคิดมุมมองว่านักวิจัยที่ดี ควรทำงานวิจัยในท้องถิ่น เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่น และควรมีการส่งเสริมความก้าวหน้าในการทำงานราชการให้ด้วย

อยากทำงานวิจัยดีๆให้ชุมชน แต่ครอบครัวอยากให้ทำวิจัยเพื่อให้ก้าวหน้าในชีวิตราชการด้วย เพราะรุ่นน้องที่ทำงานวิชาการอย่างเดียว ได้เลื่อนยศ ตำแหน่งกันแซงหน้าไปหมดแล้ว

เหนื่อยใจมากคะ กับระบบการทำงาน และการประเมินผลงานวิชาการที่คับแคบมาก