กว่าสิบหกปีครึ่งแล้วสิหนอ ที่ชีวิตของผมเข้ามาพัวพันกับระบบวิจัยของชาติ   ได้เห็นว่าชาติของเราไปไม่ถึงไหนเพราะอะไร    เอกสาร “สรุปการประชุมเครือข่ายทางปัญญา ปฏิรูปประเทศไทย เพื่อสุขภาวะคนไทย ครั้งที่ ๑๓ วันที่ ๙ ก.ค. ๕๒”   มีรายละเอียดการนำเสนอเรื่อง “การปฏิรูประบบวิจัยแห่งชาติ” ที่มองเห็นภาพใหญ่    กระตุ้นให้ผมค้นด้วย Google ด้วยคำหลัก “การปฏิรูประบบวิจัยของประเทศไทย”   เลือกได้เอกสารในเว็บไซต์ของกองแผนงาน มหามกุฎราชวิทยาลัย   อ่านไปชมไปว่าเขียนได้ดีจัง    จนถึงบรรทัดสุดท้ายจึงรู้ว่าเป็นเอกสารของ สกว.   ก็รู้ทันทีว่าเป็นฝีมือของ ผศ. วุฒิพงศ์ เตชะดำรงสิน   คนเดียวกันกับที่นำเสนอในการประชุมเมื่อวันที่ ๙ ก.ค. นั่นเอง 


          การค้นด้วย Google ทำให้ระลึกได้ว่า การเคลื่อนไหวปฏิรูประบบวิจัยของไทยเกิดขึ้นเมื่อ ๒ ปีที่แล้วดังที่ผมเคยบันทึกไว้
ที่นี่   แล้วผมก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอีก 

          ภาพระบบวิจัยที่ผมเห็น (ตาของผมอาจฝ้าฟาง) คือภาพซ้อนการแก่งแย่งอำนาจ แก่งแย่งบทบาท   ไม่ค่อยเห็นภาพความร่วมมือ   ไม่ค่อยเห็นภาพการทำงานอย่างจริงจังและประณีตอย่างที่เห็นในเอกสารของ ผศ. วุฒิพงศ์ 


          การค้นเอกสารใน อินเทอร์เน็ต ก็บอกอะไรหลายอย่าง    ใช้ประเมินการทำงานของหน่วยงานได้เลยนะครับ


          หากบ้านเมืองของเราเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัวเช่นนี้    ก็ต้องปลง ว่าในที่สุดสังคมไทยก็จะค่อยๆ ล้าหลังลงไปเรื่อยๆ    การดำรงความสงบสุขก็จะยากขึ้นเรื่อยๆ   


          เพราะ root cause นี้ เราจึงมีแต่แผนสวยหรู   ไม่ค่อยมีการปฏิบัติ   ดังจะเห็นว่าแผนปฏิรูประบบวิจัยยังไม่มีการนำไปแปลงเป็นแผนปฏิบัติอย่างจริงจัง 


          เป็นการครุ่นคิดเรื่องอนาคตของบ้านเมืองผ่านแว่นระบบวิจัยของประเทศ    ซึ่งก็คงจะสะท้อนภาพของสังคมไทยทุกวงการ    จะแตกต่างกันบ้างก็แค่ระดับความรุนแรง 

   
          ทำฉันใดหนอ  เราจึงจะคิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศมากกว่าผลประโยชน์ส่วนตัว ส่วนหน่วยงานย่อย    ทำอย่างไร ดีกรีความร้อนแรง ของความเห็นแก่ตัวของเราจะลดลง 

 
          เพราะความเห็นแก่ตัวนี้เอง เราจึงทำงานแบบขัดแข้งขัดขากัน    ดูในทีวีจะเห็นภาพซ้อนนี้   คนที่มีตำแหน่งสูงๆ จึงเป็นคนมีวิชามารสูง    ไม่ใช่วิชาการสูง ไม่ใช่คุณธรรมสูง    ผมภาวนาให้สภาพในย่อหน้านี้เบาบางลง    เพื่ออนาคตของสังคมไทย

 

วิจารณ์ พานิช
๒๑ ก.ค. ๕๒