To share an opposite idea from Dr. ทวิช จิตรสมบูรณ์
โครงการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ
Detail: You can follow the article at
Source:
http://www.moe-news.net/index.php?option=com_content&task=view&id=1327&Itemid=&Itemid=&preview=popup
I am not sure if MU will participate in this project. However, I think it is likely since there are not many Universities, which are qualified for such position.
By: TJ July 13, 2009 23:21
Message 1:
Followed up by an article from ทวิช จิตรสมบูรณ์
==============================
เพื่อนญี่ปุ่นของผม (และงานวิจัยแห่งชาติของผม)
คศ. 1986 ในขณะที่ผมทำงานวิจัยอยู่กับศูนย์วิจัยแลงรี่ขององค์การนาซา
ผมมีเพื่อนสนิทอยู่คนหนึ่งเป็นคนญี่ปุ่น พอเรียนจบปริญญาเอกเขาก็มาทำงานอยู่แผนกเดียวกับผม เป็นแผนกที่แปลเป็นไทยได้ว่า " แผนกขับเคลื่อนความเร็วเหนือเสียงมาก" (Hypersonic Propulsion Branch) ซึ่งขณะนั้นกำลังเป็นขวัญใจของการวิจัยในองค์กรทีเดียว เพราะจะใช้เป็นเครื่องยนต์ที่สามารถขับจรวดหรือเครื่องบินให้เร็วได้ถึง 25,000 กม. ต่อชั่วโมงนั่นเทียวบินจากนิวยอร์คมาโตเกียวเพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึงแล้ว (จริงๆแล้วโครงการนี้ทำทีเป็นเอกชน แต่เป้าหมายคือทหารแน่นอน บางคนเรียกเป็นโครงการ star war ของปธด. โรแนลด์ เรแกน)
เราเป็นคนต่างชาติเพียงสองคนในแผนกนี้ (ซึ่งมีประมาณ 20 คน) จึงสนิทสนมกันมากเป็นพิเศษ เพื่อนชวนผมไปกินข้าวปลาสาเกที่บ้านเพื่อนบ่อยๆ (แม้เพื่อนจะค่อนข้างขี้เหร่แต่ภรรยาสวยมากแบบดาราญี่ปุ่นยังไงยังงั้น) พอสนิทกันสักหน่อย ผมก็ถามเพื่อนว่าญี่ปุ่นก็แสนเจริญ แล้วทำไมเพื่อนไม่กลับไปทำงานที่ญี่ปุ่นเล่า
เพื่อนตอบว่า กลับไม่ได้หรอก เพราะว่าเรียนจบปริญญาเอกจากต่างประเทศ
ถ้ากลับไปจะไม่รุ่งเรือง ....อ้าวเป็นงั้นไป
เพื่อนเล่าต่อว่า ในญี่ปุ่นถือว่าคนที่ไปเรียนนอกเป็นคนที่เรียนในประเทศไม่ไหว หรือไม่ได้จึงจัดเป็นพวกหางแถว ได้รับการดูถูก จึงเจริญได้ยากอีกทั้งพรรคพวกเพื่อนพ้องที่จบมาจาก u เดียวกันที่จะคอยช่วยเหลือกันก็ไม่มีกะเขา (เรื่องพวกพ้องนี่ญี่ปุ่นเหมือนไทย)
ผมมาสะท้อนคิดว่า เออหนอ ช่างตรงข้ามกับไทยเราอย่างสิ้นเชิงของเราทั้งรัฐและเอกชนต่างก็เห่อการส่งคน ไปเรียนนอกให้มากๆและนานมานับร้อยปีแล้ว
ไม่มีรัฐบาลชุดไหนเคยคิดที่จะสร้างค่านิยมในการเรียนเมืองไทยเลย แล้วอย่างนี้มหาลัยไทยจะเข้มแข็งได้อย่างไร เพราะขาดกำลังงานสำคัญในการทำงานวิจัยซึ่งคือนักศึกษาปริญญาเอกนี่เอง
เพื่อนเล่าให้ฟังด้วยว่าในญี่ปุ่นมีนโยบายให้นักวิจัยญี่ปุ่นตีพิมพ์ผล งานวิจัยเป็นภาษาญี่ปุ่นก่อนเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปีจึงจะเอาไปเสนอในต่างชาติได้ ซึ่งนี่ก็ตรงข้ามกับของไทยเราอีกที่หน้าใหญ่ใจโตต้องตีพิมพ์วารสารนานาชาติ ให้มาก
ส่วนภาษาไทยเราเองไม่นิยมตีพิมพ์ถือว่าเป็นวารสารที่ต่ำต้อย ไร้คุณภาพ (อ้าว..แล้วทำไมพวกคุณไม่ช่วยกันทำให้มันมีคุณภาพล่ะ มัวไปถือกระเป๋าตามนักการเมืองจนลืมไปหรือไง ทั้งที่วารสารวิชาการนั้นคือหัวใจของการวิจัยเลยก็ว่าได้)
นักวางนโยบายวิจัยไทยทุกคนที่ผมเคยได้กลิ่นขี้ปากมาต่างพูดกันเสียงเป็น เสียงเดียวกันว่า นักวิจัยไทยต้องตีพิมพ์นานาชาติ เพราะมันคือตัวชี้วัดความเจริญของชาติเรา ผมก็ได้แต่ส่ายหน้าหมดหวังกับอนาคตประเทศผมที่มีแต่คนพวกนี้ (วิจัย"เก่ง"จนขนาดได้ไปเป็นนักวางนโยบายการวิจัย ที่เสียงดังขโมงโฉงเฉง ลั่นประเทศใครๆ ก็ต้องฟัง รวมทั้งรัฐบาล)
ที่งานวิจัยไทยมันไม่เจริญนั้นผมได้ยินเสียงวิจารณ์มาบ้างและได้พบมากับ ตนเองบ้างว่าเป็นเพราะมันเล่นพวกเล่นพ้องเหมือนกับวงการอื่นนั่นแหละ นักวิจัยระดับวางนโยบายก็วนเวียนกันอยู่ในก๊กในสถาบัน สมบัติผลัดกันชมอยู่ไม่กี่คนและกี่สถาบันนี่แหละ หลายคนอยู่กันจนถือไม้เท้ายอดเพ็ชรในประเทศไทยนี้ไม่มีใครล้ำเลิศยิ่งไปกว่า หาตัวแทนไม่ได้อีกแล้ว
จึงไม่แปลกอะไรเลยที่งานวิจัยไทยเราช่วยประเทศไม่ค่อยได้ เพราะพวกวางนโยบายพวกนี้เป็นพวกนักวิจัย "มือขาว" ทั้งนั้น ที่ไม่รู้จักประเทศไทยดีพอ เห่อฝรั่ง และกลัวฝรั่งจนลนลาน ไม่กล้าคิดอะไรที่เป็นของไทย ที่ทำไปจากล่างสู่บน
จะทำอะไรแต่ละทีเป็นต้องจากบนสู่ล่าง ต้องมีที่ปรึกษาต่างชาติ ต้องร่วมมือกับต่างชาติก่อนเสมอไป
ทำไมนักวิจัยเต็มประเทศ แต่ปล่อยให้ชาติขายมันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด
น้ำมันปาล์ม แบบดิบๆ ที่ราคาแสนต่ำ ไม่นับรวมผลไม้อีก 100 ชนิด ในขณะที่นิวซีแลนด์เขามีผลไม้ลูกเดียวคือ กีวี แต่ทุกมหาลัยทำงานวิจัยกันจ้าละหวั่น
เพื่อเอาทุกส่วนของกีวีมาแปรเป็นรายได้เข้าประเทศ ในขณะที่นักวิจัยไทยหันไปทำงานวิจัยเรื่องนม เนย ชีส ไวน์ นาโนเทค ไปโน่น ปล่อยให้ลิ้นจี่ ลำไย เงาะ ล้นตลาด ราคาแสนต่ำ
ไม่รู้จะโทษใครผมต้องขอโทษนักการเมือง ที่ปรึกษานักการเมือง และนักวางนโยบายวิจัย (อดีตนักวิจัย) ไว้ก่อนหละ ส่วนผมตัวน้อยๆ ก็ทำหน้าที่ของผมแล้ว ในการแสดงความคิดเห็น ไม่ใช่ครั้งนี้ครั้งเดียวแต่หลายครั้งแล้ว
จนผมเชื่อว่าได้มีส่วนช่วยเปลี่ยนแปลงนโยบาย สกว. = สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย อย่างขนานใหญ่มาแล้ว เพราะเมื่อสัก 10 ปีก่อน สกว. จะสนับสนุนการวิจัยแบบเลิศลอยฟ้าที่เน้นตีพิมพ์ต่างชาติที่สุด จนผมทนไม่ไหวได้เขียนบทความวิจารณ์ในวารสารของ ม. ของผม ว่า การทำเช่นนี้ถือเป็น "การทำลายชาติ" เมื่อเรื่องเข้าหู "ผู้ใหญ่" (ซึ่งท่านมาเล่าให้ผมฟังเอง) สกว. จึงได้ปรับนโยบายมาส่งเสริมการวิจัยด้านการเกษตรมากขึ้นผิดหูผิดตาจนทุก วันนี้
คราวนี้ผมกำลังจะบอกว่า รัฐบาลกำลังจะ "ขายชาติ" อีกแล้วด้วยการทุ่มเงิน
12,000 ล้านบาทเพื่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งชาติ โดยงัดเอามุกด้อยพัฒนาเดิมๆมาใช้ คือ ต้องตีพิมพ์ผลงานวิจัยในวารสารนานาชาติให้มาก...จบข่าว
....ทวิช จิตรสมบูรณ์