ผมกลับมาอ่านรายละเอียดเรื่องมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ : สำนักไต้หวันจัดอันดับการตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย อีกรอบหนึ่ง ทำให้เข้าใจดีขึ้นว่า Higher Education Evaluation & Accreditation Council (HEEAC) of Taiwan เน้นการประเมินมหาวิทยาลัยในด้านสมรรถนะของผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์ (scientific paper performance) เป็นหลัก ถึงแม้ว่าจะอาศัยข้อมูลจากทั้ง Science Citation Index (SCI) และ Social Sciences Citation Index (SSCI) แต่ไม่รวมข้อมูลจาก Arts & Humanities Citation Index (A&HCI) จากฐานข้อมูล ISI Web of Science
การจัดอันดับโดยสภาประเมินและรับรองอุดมศึกษาของไต้หวันที่มีการเผยแพร่ในปีนี้ที่ใช้หัวเรื่องว่า 2008 Performance Ranking of Scientific Papers for World Universities ใช้วิธีการที่แตกต่างจาก QS World University Rankings by Times Higher Education Supplement (QS-THES) ซึ่งเน้น university ranking และ Academic Ranking of World Universities by Shanghai Jiao Tong University (ARWU-SJTU) ซึ่งเน้น academic ranking เนื่องสภาประเมินอุดมศึกษาฯ ของไต้หวันประเมินสมรรถนะของผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ตีพิมพ์ โดยพิจารณาจากเกณฑ์ 3 ด้าน คือ research productivity (20%), research impact (30%) และ research excellence (30%) โดยอาศัยตัวชี้วัด 8 ชนิด ที่สะท้อนเกณฑ์ทั้ง 3 ด้านจริงๆ
ผลการประเมินดังกล่าวโดยสภาประเมินอุดมศึกษาฯ ของไต้หวันในปีนี้ มีมหาวิทยาลัยใน 39 ประเทศ ได้รับการจัดอันดับให้อยู่ใน 500 มหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ประเทศที่มีมหาวิทยาลัยอยู่ในอันดับมหาวิทยาลัยโลกมากที่สุด เรียงลำดับได้ดังนี้ (ตัวเลขในวงเล็บคือจำนวนมหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับ) 1 สหรัฐอเมริกา (167), 2 เยอรมนี (43), 3 อังกฤษ (37), 4 ญี่ปุ่น (34), 5 อิตาลี (29), 6 แคนาดา (22), 7 ฝรั่งเศส (21), 8 จีน (13), 9 สเปน (12) = เนเธอร์แลนด์ (12), 10 ออสเตรเลีย (11) โดยมหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับ 11 มหาวิทยาลัยแรก เป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาทั้งหมด นอกนั้น ที่ได้อันดับดีที่สุด คือมหาวิทยาลัยโตเกียวของญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 12 ของโลก เป็นที่น่าสังเกตว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษ คือมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้รับการจัดให้เป็นอันดับที่ 16 และ 19 ตามเกณฑ์นี้ (ในขณะที่เป็นอันดับที่ 3 และ 4 ตามลำดับ โดย QS-THES ครั้งล่าสุด)
สำหรับประเทศในกลุ่มอาเซียน มีเพียงประเทศสิงคโปร์และประเทศไทย ที่มีมหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับโดย HEEAC ของไต้หวันในครั้งนี้ คือ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (อันดับที่ 86), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางของสิงคโปร์ (อันดับที่ 294) และมหาวิทยาลัยมหิดลของไทย (อันดับที่ 423) ซึ่งยังเป็นอันดับที่ดีกว่าสถาบันเทคโนโลยีของอินเดีย มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ของโตเกียว และมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลและมหาวิทยาลัยแมคควารีของออสเตรเลีย
จากเรื่องการจัดอันดับการตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์โดยสภาประเมินอุดมศึกษาฯ ของไต้หวันในครั้งนี้ น่าจะทำให้ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในโครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาของไทย ได้ฉุกคิดขึ้นมาบ้างไหมว่า โครงการส่งเสริมการวิจัยในอุดมศึกษาและการพัฒนามหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ที่ประกาศให้แต่ละมหาวิทยาลัย/สถาบัน ส่งแบบเสนอข้อมูลคัดกรองเบื้องต้นแบบออนไลน์ เพื่อสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ภายในวันที่ 10 กรกฎาคม 2552 และต่อมาขยายเวลาเป็นภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2552 โดยกำหนดประกาศรายชื่อมหาวิทยาลัย/สถาบัน ที่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้น 7-10 มหาวิทยาลัย/สถาบัน ในวันที่ 17 กรกฎาคม 2552 นั้น จนถึงวันนี้ (วันจันทร์ที่ 20 กรกฎาคม 2552) เว็บไซต์ของโครงการนี้ที่ www.nru.mua.go.th ก็ยังปรากฏเพียงข้อความ “ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลที่มหาวิทยาลัยนำส่ง” ปรากฏการณ์นี้ บวกกับการผูกโครงการไว้กับการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโดย QS-THES ซึ่งใช้ฐานข้อมูล Scopus เป็นหลัก อาจทำให้เกิดข้อสงสัยได้หรือไม่ว่า โครงการนี้ผ่านการกลั่นกรองพิจารณาและวิพากษ์โดยรอบด้านแล้ว หาก QS-THES กลับไปเปลี่ยนใช้ฐานข้อมูล ISI แทน ผลจะเป็นอย่างไร หรือถ้าเกิด QS-THES ได้รับการยอมรับน้อยลง หรือเลิกทำการจัดอันดับไปเลย โครงการฯ มหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ยังจะดำเนินต่อไปอย่างไร ผมขออนุญาตท้าชวนผู้ที่ต่างก็หวังจะเห็นการวิจัยของไทยก้าวกระโดด แสดงความเห็นใน blog ที่ท่านอาจารย์หมอวิจารณ์ได้เปิดเวทีให้แล้ว ณ ที่นี้นะครับ