ข้อมูลความรู้เหล่านี้ ไม่ควรมองข้าม
มติ ครม.
มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับพิธีสารเกียวโต มีดังนี้
มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 สิงหาคม 2545 เรื่องการให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโต
มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 กันยายน 2545 เรื่องการปฏิบัติตามพันธกรณีในพิธีสารเกียวโต กรณีการใช้คาร์บอนเครดิตในประเทศไทย
มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 1 กรกฎาคม 2546 เรื่องการดำเนินงานตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดภายใต้พิธีการเกียวโต
มติคณะรัฐมนตรี วันที่ 28 สิงหาคม 2545
คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2545 เห็นชอบตามข้อเสนอของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ดังนี้
ให้ประเทศไทยให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตตามความเห็นของคณะอนุกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
มอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานกลางประสานการดำเนินงานภายใต้พิธีสารเกียวโต (National Focal Point) และทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางประสานการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับกลไกการพัฒนาที่สะอาด (National Authority for Clean Development Mechanism, NACDM) ในเบื้องต้น เพื่อประสานการเตรียมการในการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาดต่อไป
ให้มีการแต่งตั้งคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อทำการศึกษากำหนดนโยบาย มาตรการและแนวทางในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องภานใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาดของประเทศไทยในรายละเอียดต่อไป ซึ่งคณะทำงานจะต้องประกอบไปด้วยผู้แทนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคเอกชน องค์กรเอกชน (NGOs) และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อให้ประเทศไทยได้รับประโยชน์สูงสุดจากการดำเนินโครงการตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด
พิธีสารเกียวโตได้รับการรับรองจากประเทศภาคีอนุสัญญาฯ ปัจจุบันมีประเทศต่าง ๆ ลงนามให้การรับรองพิธีสารเกียวโตแล้ว จำนวน 84 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย และมีประเทศที่ให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตแล้วจำนวน 77 ประเทศ โดยพันธกรณีของประเทศพัฒนาแล้ว มีกำหนด ดังนี้
ดำเนินการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามที่กำหนดไว้ในพิธีสาร จำนวน 6 ชนิด
กำหนดเป้าหมายของการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้วเป็นรายประเทศ
เน้นย้ำพันธกรณีของประเทศพัฒนาแล้วในการให้การสนับสนุนทางด้านการเงินและเทคโนโลยีให้กับประเทศกำลังพัฒนา
สำหรับพันธกรณีของประเทศกำลังพัฒนาคือ ความร่วมมือในการแก้ไขปัญหา การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ดังนั้น หากประเทศไทยให้สัตยาบันต่อพิธีสารเกียวโตจะไม่มีพันธกรณีในการลดปริมารการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและประเทศภาคีอื่น ๆ จะไม่สามารถดำเนินการบีบบังคับให้ประเทศไทยดำเนินการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้หากประเทศไทยไม่สมัครใจ
คณะรัฐมนตรี วันที่ 10 กันยายน 2545
คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการปฏิบัติตามพันธกรณีในพิธีสารเกียวโตกรณีการใช้คาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ตามที่นายกรัฐมนตรีเสนอ โดยให้ส่วนราชการและหน่วยงานรัฐวิสาหกิจทุกแห่งให้ความสำคัญ และถือปฏิบัติตามพันธกรณีของพิธีสาร ฯ ที่ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันไว้ ในการจำกัดหรือลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยการดำเนินโครงการ/กิจกรรมใด ๆ ให้หลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดมลภาวะและก๊าซเรือนกระจกให้มากที่สุด และโดยที่ในปัจจุบันสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศเริ่มดีขึ้นตามลำดับ ทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพและความพร้อมในเรื่องงบประมาณเพื่อดำเนินงานด้านการพัฒนาและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม จึงขอให้ส่วนราชการและหน่วยงานของรัฐทุกแห่งริเริ่มดำเนินการโครงการต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวด้วยตนเองเป็นหลัก และหากต่างประเทศประสงค์จะให้ความช่วยเหลือซึ่งเป็นการดำเนินงานในลักษณะ "คาร์บอนเครดิต" ให้นำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป
คณะรัฐมนตรี วันที่ 10 กันยายน 2545
คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2546 มีมติเรื่องการดำเนินงานตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดภายใต้พิธีการเกียวโต ดังนี้
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบการดำเนินงานตามกลไกการพัฒนาที่สะอาดภายใต้พิธีการเกียวโตตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ โดยเห็นชอบให้เปลี่ยนแปลงและเพิ่มเติมคณะอนุกรรมการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ โดยประกอบด้วยหน่วยงานราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลการอนุวัตตามอนุสัญญาฯ ให้เป็นไปตามพันธกรณีที่กำหนดไว้ เพื่อให้การดำเนินงานตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด ซึ่งเป็นเรื่องเทคนิคที่สลับซับซ้อน และยังเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ ให้สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นเอกภาพ และเกิดการบูรณาการในระดับนโยบายและปฏิบัติ รวมทั้งมีความถูกต้อง แม่นยำ และมีประสิทธิภาพ จึงเห็นควรให้มีคณะทำงานภายใต้คณะอนุกรรมการอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศเพื่อกำกับการดำเนินงานภายใต้กลไกการพัฒนาที่สะอาด ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญของพิธีสารเกียวโต โดยคณะทำงานดังกล่าวแบ่งชุดทำงานออกเป็นสาขาหลัก 2 สาขา ได้แก่ สาขาพลังงานและอุตสาหกรรม และสาขาป่าไม้และเกษตรกรรม
พัฒนาโดย สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
http://www2.onep.go.th/CDM/unf_kyoto_motto.html