สวัสดีค่ะ,
คือเคยเป็นอาสาสมัครเจ้าหน้าที่ที่ช่วยงานแบบปัดกวาดเช็ดถูเสิร์ฟอาหารกวาดลานวัดอยู่ที่ มูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ น่ะนะคะ ได้เคยเห็นทุก ๆ ปีในช่วงเดือน มีค. และ เมษ. คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำนิสิตแพทย์ ปี ๑ จะขึ้น ปี ๒ มาเข้ารับการอบรมคอร์ส "พัฒนาจิตเพื่อให้เกิดปัญญาและสันติสุข" หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ สอนการเจริญสติ วิปัสสนา ในแนวคุณแม่สิริ กรินชัย เป็นเวลา ๗ คืน ๘ วัน แบบ ยกชั้นมาเลยค่ะ
ทั้งนี้ จัดเป็นกิจกรรมบังคับเลยน่ะนะคะ ทางคณะจัดมา เพราะคณบดี และอาจารย์แพทย์หลายท่าน เล็งเห็นปัญหาที่มากกว่าที่อาจารย์เขียนในบล๊อกนี้อีกค่ะ คือไม่ใช่แค่เรื่องรู้สึกว่าเก่งน้อยลง แต่เป็นการที่เก่งมาแต่ละที่แล้วอีโก้ชนกันเปรี้ยงปร้างก็มี หรือว่าความเครียดนานาชนิดที่คาดไม่ถึงก็มี รวมทั้งการปรับตัวเข้ากับการเรียนมหาวิทยาลัยสำหรับเด็กที่เรียนเร็ว เรียนเก่ง สอบเทียบมา หรือเดินทางมาจากภาคอื่น ๆ ฯลฯ ด้วยค่ะ
เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่ได้ผลมาก นิสิตรุ่นแรก ๆ ที่จบออกไปนี่ล่ะค่ะ เป็นคนรณรงค์ขอให้รุ่นน้อง ๆ ต่อไปได้เข้ามา และต้องเข้าทุกคน ไม่งั้นไม่ได้ข้ามฟากไปเรียนปี ๒
จากแบบสอบถามที่ให้กรอกในวันสุดท้าย ทั้งของคณะเอง และของทางศูนย์วิปัสสนาเชียงใหม่ พบว่า นิสิตแพทย์ได้รับการฝึกฝนให้มีวิธีที่จะเข้าใจวิธี "อยู่กับปัจจุบัน" ได้อย่างมีคุณภาพ สามารถมองไปเห็นถึงเหตุและผลของปัญหาต่าง ๆ ง่ายขึ้น
แน่นอนค่ะ เรื่องช่วยลดเรื่องความเครียดหรือผลพลอยได้เรื่องการเรียน หรือ ความจำนั้นมันตามมาเอง ถึงแม้เราจะไม่ไปบอกให้คาดหวังน่ะนะคะ
ประธานของมูลนิธิศูนย์วิปัสสนาเชีัยงใหม่ และเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของอาจารย์ที่สอนในคอร์สนี้ คือ อ.พิชัย กรรณกุลสุนทร นั้น ปัจจุบันท่านเป็นคณบดี คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.ราชภัฏเชียงใหม่ค่ะ และท่านก็เขียนบล๊อกอยู่ที่นี่ด้วย ยังไงอาจารย์ลองแวะเวียนไปคุยหรือลองถามแนวทางดูก็ดีนะคะ
เพราะจากที่สังเกตุการณ์เก็บข้อมูลจะทำวิทยานิพนธ์ของตัวเองมาสองสามปี พบว่า อย่างปัญหาเรื่อง "ทำไมผมจึงเรียนเก่งน้อยลง" นี้ เป็นเรื่องง่าย ๆ มากเลยค่ะ พอเด็กคนไหนได้ลองเข้าคอร์สนี้ ได้ลองฝึกเจริญสติเองด้วยกายกับใจในวิธีที่พระพุทธเจ้าสอนมานี่ล่ะค่ะ ไม่เกินสามสี่วัน คำตอบออกมาเองแล้วในใจโดยไม่ต้องรอใครมาบอก หรือ รอเลคเชอร์เช้าเย็นที่ทางศูนย์มีให้เลยค่ะ
นี่คือจากที่เห็นนิสิตแพย์เชียงใหม่รายงานในคอร์สน่ะนะคะ ลองไปดูเวบบอร์ดของพวกน้อง ๆ นิสิตแพทย์ที่มช.ก็ได้ค่ะ น่าจะยังมีเขียนเรื่องนี้อยู่บ้างเป็นระยะ ๆ ว่าเขานำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างไรบ้าง
คำตอบที่ว่านั้นก็คือ ทุกอย่างมันไม่มีอะไรเที่ยงไงคะ คือพอเขากำหนดสติเป็นได้ไม่นาน และได้ทำอย่างต่อเนื่องภายในคอร์สเขาก็จะรู้แล้วว่า แม้นแต่กายเขา ใจเขาเอง แป๊บเดียวเดี๋ยวก็เปลี่ยนไป เปลี่ยนมาไม่รู้ตั้งกี่สิบอย่างแล้ว ประสาอะไรกับสิ่งสมมติที่เป็นนามธรรมอย่าง "ความเก่ง"
แล้วเมื่อสิ่งนั้นมัีนเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงซะอย่างนั้น พอพยายามจะไปยึดติดคว้าเอาไว้แน่นเป็นสรณะว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้เสมอไปชั่วฟ้าดินสลาย ก็อกหักเป็นธรรมดาสิคะ มันก็เป็นทุกข์แน่นอนล่ะ เรื่องอย่างนี้น้อง ๆ นิสิตพอเขาปฏิบัติแล้วเห็น "ความจริง" ขึ้นมาในใจ ส่วนใหญ่มักจะขำตัวเองกันค่ะ
แล้วยิ่งพอได้มาปฏิบัติเองในคอร์ส อย่างนี้ ซึ่งฟรีด้วยน่ะนะคะ หลายคนส่งคุณพ่อคุณแม่มาเข้าบ้างทีหลังก็มี บางคนเดินมาบอกในวันท้าย ๆ ก็มีว่า ตอนนี้รู้แล้วว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความสุข ทุกอย่างนี้เขาพูดของเขาเองค่ะ
คิดว่าสิ่งที่อาจารย์ได้ยกขึ้นมากล่าวตอนท้ายบทความนี้ คือ
" หัวใจจึงอยู่ที่เราเตรียมใจมาพบเพื่อนๆ ที่เก่งหรือเปล่า หากเราคิดว่าการอยู่กับคนเก่ง คนดี ก็จะทำให้เราเป็นคนเก่งมากขึ้น เป็นคนดีมากขึ้นแล้ว ก็ไม่น่าจะต้องน้อยเนื้อต่ำใจอีก เพราะมันเป็นหนึ่งในขั้นตอนการเรียนรู้ชีวิตที่แท้จริงในสังคม และจะทำให้เราเป็นทันตแพทย์ที่มีคุณภาพในที่สุด"
เป็นสิ่งที่ใช่ที่สุดแล้วล่ะค่ะ นั่นก็คือ การเรียนรู้ที่จะสามารถอยู่กับผู้อื่นได้ ทำงานกับผู้อื่นได้โดยราบรื่น เป็นการเตรียมตัวก้าวไปสู่ชีวิตที่แท้จริงข้างหน้า
บางทีกระบวนการศึกษาเราก็เตรียมเด็กไว้แต่เชิงวิชาการ เป็นเด็กที่เก่งมาก แต่มักโดดเดี่ยว แม้นกระทั่ง "ใจ" ของตัวเองแท้ ๆ ก็ยังไม่รู้จัก เพราะฉะนั้น ประสาอะไรคะ ที่จะเป็นผู้ที่รู้จักเห็นอกเห็นใจ ประนีประนอม เอาใจเขามาใส่ใจเรา และทำงานเป็นทีมเวิร์คได้ มีจิต เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ได้ทันทีเหมือนเปิดสวิทช์ หลังจากจบจากม. ๖ แล้ว?
แต่นี่ล่ะค่ะ คอร์ส ๗ วันที่สอนให้รู้จักการทำงานของ "ใจ" ตัวเองนี่ล่ะค่ะ พร้อมที่จะท้าพิสูจน์อยู่ ว่าสามารถทำให้เด็กนักศึกษาทันตแพทย์ที่เีก่ง ๆ ของอาจารย์ สามารถมีภูมิคุ้มกันใจตัวเองได้เพิ่มอีกหนึ่งอย่าง สามารถเป็นเด็กที่เก่งด้วย และดีด้วยได้ ภายใน ๗ วันนี้เองค่ะ
ความจริงก็มีสอนกันอยู่ทั่วประเทศน่ะนะคะ ตัวเองก็เคยไปมาหลายที่ แต่ถูกโฉลกกับที่เชียงใหม่น่ะค่ะ เลยเลือกใช้เป็นที่เก็บข้อมูล
พระอัสสชิท่านเคยกล่าวโปรดพระสารีบุตรตั้งแต่พระสารีบุตรยังไม่ได้บวชว่า "เย ธัมมา เหตุ ปัทวา ธรรมทั้งหลายนั้นหลั่งมาแต่เหตุ" ลูกศิษย์อาจารย์นั้นเขาขาด "ความเชื่อมั่น" และ "รู้สึก" ไปว่าไม่เก่งเหมือนเดิม ก็ยิ่งชัดเลยใช่ไหมคะว่า ทุกข์นั้นมีเหตุมาจากใจเขานั่นเอง
ทุกข์มาจากในใจ ก็ต้องแก้จากในใจน่ะนะคะ คิดว่า
คอร์ส ๗ วันที่ว่านี้ สอนให้รู้จักกระบวนการรับ และ รู้ สิ่งต่าง ๆ ที่มา "กระทบ" ประสาทสัมผัสต่าง ๆ รวมทั้งใจด้วยอย่างไม่ "กระเทือน" นั่นเองค่ะ เหมือนสอนใจให้ติดเกราะ
เพราะฉะนั้น คิดว่าไม่ต้องเสียเวลาไปวิเคราะห์เหตุแห่งทุกข์นั้นเพราะปัจจัย "ภายนอก" เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น วิชาเรียนที่มากขึ้น หรือ เพื่อนคนอื่นที่เก่งกว่า เนิ้อหายากขึ้น ลักษณะการเรียนเปลี่ยนไป
ทุกอย่างมันเป็นเรื่องของ "การเปลี่ยนแปลง" ทั้งนั้นใช่ไหมคะ มันเป็น "ธรรมดา" ของโลกทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเขาสามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ อย่างที่มันเป็นโดยเนื้อแท้ในธรรมชาติแล้ว เขาก็อาจจะคลายความยึดติดบางอย่างลง
พอคลายได้ ก็ไม่ทุกข์ แถมยังจะมีสายตาที่เป็น objective และไม่ subjective ซึ่งตรงนี้แหละค่ะถ้าเขาเกิดมีปัญหาเรื่องการปรับตัวเข้ากับการเรียนลักษณะใหม่ที่ต่างไปจากมัธยมจริง ๆ เขาก็จะสามารถสามารถเข้าใจกระบวนการแก้ปัญหานั้น ๆ ได้อย่างไม่ีมีอารมณ์เข้า่ไปวุ่นวายและไม่เดือดร้อนใจมากนัก
เป็นตัวช่้วยน่ะค่ะ พูดง่าย ๆ
เด็ก ๆ ที่เอ็นท์ติดเ้ข้ามากันระดับนี้แล้วฉลาดระดับไม่ธรรมดาแล้วล่ะค่ะ จากที่ไปเก็บข้อมูลมา สังเกตุมา ทั้งคอร์สบุคคลทั่วไป และคอร์สนิสิตแพทย์มช. เพราะฉะนั้นจึงมั่นใจมากว่า หากนักศึกษาทันตแพทย์ของอาจารย์ ได้มีโอกาสลองไปฝึกลักษณะนี้ดูบ้าง จะทำได้ดีมาก ๆ แน่นอน
ที่สำคัญ จะเป็นประโยชน์ไม่เฉพาะแต่กับการเรียนของเขาเอง และครอบครัวคนใกล้ตัวในปัจจุบัน แต่ยังรวมไปถึงการใช้ชีวิตอย่างมีความสุขชนิดที่เติมเต็มได้ในภายภาคหน้า และเผื่อแผ่ไปถึงคนที่เขาจะได้มีโอกาสไปสัมผัสและเป็นตัวอย่างให้ชื่นชมด้วยค่ะ
เพราะวิชานี้ ลองมีความ"เข้าใจ" ในแง่พื้นฐานแล้ว ไม่ต้องท่อง ไม่ต้องจำ ไม่ต้องวิจัย ก็ไม่มีวันลืมค่ะ
ด้วยความเคารพ,
ณัชร