คุณหมอ อนิศรา สวัสดีค่ะ,
ขอบพระคุณมากค่ะ ที่กรุณาแวะมาอ่าน และแวะให้คอมเม้นท์ การได้มีคนที่เคยรู้จักมักคุ้นแวะมาทักทาย ก็อบอุ่นใจดีค่ะ
และไม่บังอาจรับคำชมหรอกค่ะ ก็เพียงแต่เล่าเรื่องราวที่ได้ประสบไปตามความเป็นจริงเท่านั้น ไม่มีอะไรอื่น เชื่อว่าชีวิตทุกคนถ้านำมาเขียนเป็นเรื่องเล่า ก็คงล้วนน่าอ่าน เพียงแต่ไม่มีใครคิดจะเขียนเรื่องราวของตนอย่างละเอียดเท่านั้นเอง
คุณหมอว่างั้นไหมคะ?
แปลกเหมือนกันที่คุณหมอพูดถึงดาบไทย คือตัวเองคิดว่าอาจจะเคยเรียนท่าไหว้ครูกระบี่กระบองตอนมง๒ น่ะนะคะ เพราะเป็นวิชาบังคับที่ทุกๆ คนต้องเรียนเหมือนกัน แต่เชื่อไหมคะว่า จำอะไรไม่ได้เลย ทราบแต่ว่า เป็นวิชาที่ไม่สนุก เหมือนรำไทย และน่าเบื่อมาก
เลยคิดว่าชีวิตคนเรา ถ้าวิบากกรรมยังไม่ส่งผลให้ถึงเวลาที่จะสนใจอะไร ก็คงไม่สนใจ ตอนนี้นะคะ อยากเรียนจะแย่ ตั้งแต่อยู่ญี่ปุ่นแล้วค่ะ พยายามสืบหาที่เรียนต่าง ๆ เพราะคิดว่าถ้ามีแรง และเวลาเหลือ ก็อยากจะเรียนเพื่อเปรียบเทียบสักเล็กน้อย
หมายถึง นอกจากเรียนด้วยความเคารพและแสดงกตเวทิตาจิตต่อบรรพบุรุษไทยเราที่เสียสละรักษาบ้านเมืองไว้ให้เราน่ะนะคะ ก็อยากเรียนเพื่อเข้าใจวิธีคิดของคนไทยสมัยโบราณ เพื่อเปรียบเทียบว่ามีการนำการเจริญสติเข้าไปใช้ในการฝึกฝนวิชาดาบหรือไม่ อย่างไร
เพราะที่มาเรียนดาบญี่ปุ่นนี้ ไม่ได้เรียนเลยเพราะอยากเรียนดาบ แต่มาเรียนเพราะเซนเซมาประกาศว่าจะสอนสมาธิแบบเซนน่ะค่ะ เลยไปสมัคร วิชาดาบนั้นเป็นผลพลอยได้ที่มาทีหลัง แบบจับพลัดจับผลู
แต่จะว่าไปแล้ว ก็ใช่ว่าจะมีความรู้ดีสักอย่าง ก็ยังเพิ่งเริ่มต้นเรียนทั้งสองอย่าง ล้มลุกคลุกคลานไปตามเรื่อง
ก็อธิษฐานอยากขึ้นไปเดือนกพ.เหมือนกันค่ะที่เชียงใหม่ สมัครไว้แล้ว หวังว่าคงจะได้ไป แล้วคงได้เจอกันค่ะ
อ้อ, คำถามเรื่องดาบหนักไหมนั้น เป็นคำถามที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ คุณหมอ
เพราะว่าคือหัวใจของการฝึกอย่างหนึ่งก็ว่าได้
เคยมีบางคนไปบ่นกับเซนเซหลังจากฝึกท่านี้น่ะนะคะว่า ดาบหนัก
เท่านั้นเอง โดนดุเลย เซนเซบอกว่า "ก็เพราะใจร้อนน่ะซี่" แล้วเซนเซก็บอกต่อว่า "ถ้าใจไม่ร้อน ก็ไม่หนัก"
ตอนแรกก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย (และนึกดีใจที่ไม่ได้บ่นออกไป) แต่ก็นึกในใจว่า มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่ดาบใหญ่ขนาดนี้จะไม่หนัก (เท่าใบพายพายเรือน่ะค่ะ ไซส์มูซาชิจริง ๆ ค่ะ และเป็นไม้จากญี่ปุ่น ข้างในตัน มีนน.ที่ไม่น้อยเลย ไม่อยากจะใช้คำว่าหนักมากอีก นึกแล้วเสียวๆ กลัวเซนเซลอยมาดุกลางอากาศค่ะ ฮิ ๆ)
แต่พอฝึก ๆ ไป แล้วก็นึก ๆ ถึงสิ่งที่เซนเซเคยสอน ๆมาทั้งหมด ทั้งเรื่องเทคนิคทางร่างกายจริง ๆเวลาฝึกดาบเหล็กจริงๆ และเรื่องใจ ไป ๆมา ๆ แล้วรู้สึกว่ามันไม่หนักอย่างที่คิดจริง ๆ ด้วยค่ะ
และมีอยู่หนนึง (มั้งคะ ไม่น่าจะเกินสองหน) ที่รู้สึกว่าดาบ "เบา" หรือ "ไม่มีน้ำหนัก" เลยด้วยซ้ำ ไม่รู้ไปทำอีท่าไหน ให้ทำอีกทีก็คงทำไม่ได้แล้ว จริง ๆ คิดว่าคงจะฟลุคมาก ๆ น่ะค่ะที่ทุกอย่างลงตัวลงล็อคพอดี ตอนนั้นคิดว่าสบายมาก สามารถยืนได้นิ่งเฉยเลย คิดว่าให้ยืนอีกเป็นชม.ก็ได้ (ทำซ่า...นั่น ทำเป็นไม่รู้จักความไม่เที่ยงเสียแล้ว)
แต่ทั้งหมดนี้ การฝึกนี้สอนให้รู้จักการมองเข้าไปใน ไจ" เราเสียล่ะมากกว่าค่ะ นอกเหนือจากการสอนให้รู้จักมีเทคนิคในการอยู่กับปัจจุบันได้ดีน่ะนะคะ การเห็นการแปรเปลี่ยนของใจในตลอดเวลานั้น และเห็นเหตุและผลที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาตลอดเวลา มันก็ทำให้เราเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองได้เยอะเหมือนกัน โดยเฉพาะเวลาฝึกกับหมู่คณะนี่ มันเห็นอีกหลายอย่างด้วยค่ะ อธิบายไม่ถูก
แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้เจอการเรียนอาวุธใหม่ แขนเดี้ยงไปแล้วเรียบร้อยค่ะคุณหมอ เจอเจ้าหน้าที่กายภาพเขาทำหน้างง ๆ เลยว่า นี่คุณเจ็บครบทุกกล้ามเนื้อแขนเลยหรือนี่ เหมือนนักกีฬาเทนนิสและกอล์ฟรวมกัน
เขาถามว่าปกติมันต้องทำท่ายังไงหรือถึงได้เจ็บครบกล้ามเนื้อทุกมัดอย่างนี้ ก็เลยบอกเขาไปว่า ถ้าทำถูก มันจะไม่เจ็บ แต่นี่ทำไม่ถูก มันจึงเจ็บ ส่วนเรื่องท่านั้น ไม่มีท่าแน่นอนตายตัวถ้าหมายถึงเวลาเข้าสังเวียน เพราะเวลาสู้เพื่อเอาตัวรอด หรือในการแข่งขันจริงๆ แล้ว มันก็คือเหมือนมวยนั่นแหละ คือป่ายซ้ายป่ายขวาโรมรันฟันแทงทำยังไงก็ได้เพื่อทำคะแนนและปกป้องการโจมตีจากอีกฝ่าย
แต่ที่คันปากยุบยิบแต่ไม่กล้าบอกเจ้าหน้าที่กายภาพไปก็คือเรื่องของวิบาก และเรื่องของทุกข์ของการเกิดแก่เจ็บตาย เพราะเกิดเป็นคนยังไงก็หนีเรื่องทุกข์จากการเจ็บไม่ได้แน่ มันก็เป็นธรรมดาของมัน เราไปสร้างเหตุมันเอง มันไม่ได้เป็นเพราะอะไรพิเศษของมันหรอก ก็เป็นเพราะเรามีร่างกายธาตุขันธ์นั่นแหละ มันถึงเจ็บ แต่ขืนตอบอย่างนี้คนที่ไม่เข้าใจเขาคงรำคาญหรือคิดว่าเราบ้า แล้วจะพาลนัดให้ไปคุยกับหมอโรคจิตต่อ พอดีไม่ต้องกลับบ้านกัน แหะ ๆ
สวัสดีค่ะ,
ณัชร