ขอบคุณคุณภีม ที่เปิดช่องทางสื่อสารให้กับระบบแลกเปลี่ยนและเงินตราชุมชน ขอบคุณคุณสวัสดิ์ที่กรุณาแนะนำ "ชุมชนออนไลน์ หรือชุมชนเสมือนจริง" ซึ่งคงจะได้แลกเปลี่ยนความเห็นกันต่อไปค่ะ
อันที่จริง เงินตราชุมชน เป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบแลกเปลี่ยนชุมชน (ลองดูความคิดเห็นที่ 1 ที่ดิฉันตอบเกี่ยวกับกลุ่มจะนะ ใน blog ของคุณภีมนะคะ) เป็นเครื่องมือที่จะทำให้ชุมชนหันหน้าเขามาหากันเพื่อช่วยกันจัดการระบบเศรษฐกิจของตนเอง “เงินตราชุมชน” เป็นแนวคิดตะวันตก ซึ่งกลุ่มชาวบ้านใน 13 จังหวัดที่ร่วมโครงการกับเรา เห็นว่า ทำได้ยาก แต่การแลกเปลี่ยนแบบของแลกของ แลกแรงงาน และการให้ ทำได้ง่ายกว่า (เป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่ต้องใช้เงินเป็นสื่อ) แต่อย่างไรก็ตาม มีการทดลองทำเงินตราชุมชนในรูปแบบของตนเองที่น่าสนใจอีก 2 พื้นที่ นอกเหนือจากกุดชุม คือ ที่กลุ่มเกษตรอินทรีย์เมืองปราสาท จ.นครราชสีมา และที่ชุมชนพวา อ.แก่งหางแมว จ.จันทบุรี และที่เพิ่งเริ่มทดลองอีกหนึ่งพื้นที่คือ กลุ่มอีโต้น้อย อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ค่ะ
ดิฉันคิดว่า เราทุกคนกำลังมุ่งมาสู่ทิศทางเดียวกัน คือ การหาทางเลือก หรือ ทางออก เพื่อสร้างชุมชนเข้มแข็ง อยู่เย็นเป็นสุข อันเป็นฐานรากที่จะสร้างพลังต่อรองของชาวบ้าน เพื่อให้เกิดความเป็นประชาธิปไตย ที่ทุกคนได้อยู่ร่วมกันอย่างเท่าเทียมและมีศักดิ์ศรีอย่างแท้จริง
ปัจจุบันเราเห็นทางเลือกที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ในเรื่องเศรษฐกิจ กลุ่มองค์กรการเงินชุมชนมีพลังมากที่สุดในปัจจุบัน องค์กรการเงินชุมชน เน้นการพัฒนาคน พัฒนาสวัสดิการ และการจัดการเงินตราที่มีอยู่จำกัดในพื้นที่ เรามีกลุ่มต้นแบบที่สงขลา ตราด ลำปาง โดยเฉพาะที่สงขลา ครูชบได้พัฒนาสิ่งเหล่านี้มาเกือบตลอดอายุของครู และกำลังส่งผลที่ทรงพลังในปัจจุบัน
เกษตรอินทรีย์ก็เป็นทางเลือกในด้านการผลิต มีพัฒนาการและต่อสู้มานานกว่า 20 ปี เช่นกัน จนออกดอกออกผลในปัจจุบัน
เมื่อเทียบกับประสบการณ์เหล่านี้ ระบบแลกเปลี่ยนชุมชนและเงินตราชุมชนเป็นเรื่องใหม่ ที่เราเพิ่งมารื้อฟื้น มาเรียนรู้กับมันใหม่ ต้องการการจัดการเชิงระบบอย่างที่คุณภีมว่า และพันธมิตรก็ยังไม่มากพอ ซ้ำยังมีอุปสรรคจากความไม่เข้าใจของหน่วยงานของรัฐในช่วงเวลาหนึ่ง
ในขณะที่ระบบขององค์กรการเงินชุมชน พยายามจัดการกับเงินที่มีอย่างจำกัดให้เกิดพลัง ระบบแลกเปลี่ยนชุมชน ใช้หนทางการลดการพึ่งพาเงินตรา ทั้งสองระบบประสานพลังกันได้ แล้วแต่ชุมชนจะเลือกออกแบบ เลือกใช้ ขอเพียงให้ชุมชนมีเวลา มีข้อมูล มีโอกาส และเห็นความสำคัญของการหันหน้าเข้าหากันเพื่อช่วยเหลือกันและกัน หน่วยงานภายนอกหากไม่ได้เข้ามาสนับสนุนก็ไม่ควรด่วนสรุปและรีบปิดโอกาสอย่างที่เป็นมา