อาจารย์ครับ ที่รามาก็เจอปัญหาคล้ายๆ กันครับตามความคิดเห็นของผมนะครับ ประเด็นคือ1. dent ไม่รู้ว่าจะส่งตีพิมพ์ไปทำไม ยุ่งยาก เสียเวลา และไม่ได้ benefit จากผลงาน มองไม่เห็นว่าจะมีประโยชน์อะไรต่อตัวเขาถ้าได้ตีพิมพ์แก้ : ให้เด้นท์ทำผลงานตั้งแต่ขึ้นปี 2 เสร็จก่อนขึ้นปี 3 ให้เวลาส่งเรื่องลง 1 ปี ถ้าเรื่องไม่ได้ลงถือว่าไม่ผ่านcomment : อันนี้โหดครับ อาจารย์ในภาควิชาหลายท่าน comment ว่าจุดประสงค์หลักของการ training คือต้องการให้เขาเป็นแพทย์ที่ดีมี skill และ attitude ในการดูแลรักษาคนไข้  การมีความรู้และทักษะในการวิจัยเพิ่มเติมเป็นสิ่งที่ดี และถ้าไปเน้นมาก ก็จะทำให้เด้นท์กังวลกับเรื่องนี้ จนเวลาที่จะดูคนไข้ หาประสบการณ์จากคนไข้ลดน้อยลง2. ผลงานของ dent ไม่ใช่ผลงานทางวิชาการของอาจารย์ในคณะ อันนี้ผมว่าก็คงไม่ถึงขนาดนั้นหรอกครับ ผมคิดว่าที่สำคัญคือ สิ่งที่ทำนั้นเป็นการต่อยอดหรือสั่งสมความรู้ไหม ไหม หรือเป็นสิ่งที่ dent ทำไปครั้งเดียวแล้วก็เลิก หากคิดในแง่ benefit ของคณะ ผมคิดว่าควรจะให้ทุนต่อเมื่อผลงานของ dent นั้นอยู่ในโครงการที่อาจารย์ในภาควิชาทำอยู่ เป็นไปในทำนองผู้ช่วยอาจารย์เรียนรู้จากอาจารย์ โดยอาจารย์คนหนึ่งอาจมี dent ที่สนใจมาเข้าร่วม 4-5 คนก็ได้  แต่เมื่อได้ทุน อาจารย์จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการกระตุ้นใน dent ตีพิมพ์ผลงานย่อย หาก dent ไม่ทำจริงๆ ข้อมูลนั้นจะต้องมีปรากฏในผลงานใหญ่ของอาจารย์ที่ขอทุนสนับสนุนโครงการผมคิดว่าประเด็นคือเราไม่ได้คาดหวังให้ dent เป็นนักวิจัยครับ แต่เราต้องการให้เขาเรียนรู้กระบวนการการวิจัย ซึ่งคนที่สนใจก็อาจต่อยอดหลังจบได้ ผลงานของ dent ถ้าเขาทำด้วยตัวเขาเองทั้งหมด ก็ไม่ใช่ผลงานการวิจัยของอาจารย์ในคณะ (ยกเว้นเป็น
โครงการใหญ่ของอาจารย์ที่
dent เป็นผู้ทำตาม idea ของอาจารย์แบ่งให้ไปทำ)  ถ้าป็นงานวิจัยของ dent ล้วนๆ การดู outcome ด้วยผลงานที่ได้ตีพิมพ์ผมมองว่าอาจไม่ตรงกับเป้าหมายของการเพิ่มปริมาณ publication paper เพราะไม่อาจนับได้ว่าเป็นผลงานของ staff  การให้ทุนจำนวนมากเพื่อหวังให้เขาเรียนรู้กระบวนการวิจัยนั้นผมคิดว่าอาจต้องมา weight กับการสงวนทรัพยากรมาสำหรับโครงการที่มี potential จริงๆ หรือเป็นไปเพื่อสนับสนุนให้อาจารย์สามารถสร้างผลงานโดยมี dent เป็นผู้ช่วย <p>อาจยาวไปนิดนะครับอาจารย์ เพราะเป็นสิ่งที่ผมคำนึงหลังได้เข้าประชุมอนุกรรมการเรื่องนี้</p>