ความคืบหน้าการให้ความช่วยเหลือของมูลนิธิผู้หญิงในคดีน้องป่านค่ะ
หลังจากมูลนิธิผู้หญิงได้ระดมกองทุนช่วยเหลือการประกันตัวน้องป่าน
๑๕-๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ประมาณสองสัปดาห์
มีผู้ร่วมบริจาคหญิงชาย ทั้งครอบครัวและบริษัท
ได้ร่วมบริจาคช่วยเหลือกันเข้ามารวมทั้งสิ้นประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท
่มูลนิธิผู้หญิงขอกราบขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยค่ะ
มูลนิธิผู้หญิงได้นำบัญชีเงินฝากประจำสิบสองเดือนจำนวน ๓๐๐,๐๐๐ บาท
เพื่อยื่นต่อศาลจังหวัดนครปฐมพร้อมกับข้อเท็จจริงเพิ่มเติมของทนายพัชรี พวงสำลี เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๕๒ ศาลจังหวัดนครปฐมอนุญาตให้ประกันตัวน้องป่าน เย็นวันนั้นมูลนิธิผู้หญิงและทนายอยู่รอรับน้องป่านที่เรือนจำกลางนครปฐมราวสองทุ่ม แล้วพากันเดินทางกลับบ้านนนทบุรี
่ได้ทราบตั้งแต่ ๑๕.๐๐ น.ว่าศาลได้ส่งเรื่องกลับลงมาและอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว มูลนิธิผู้หญิงรีบโทรศัพท์ไปแจ้งให้แม่ของน้องป่านทราบเรื่องไว้ก่อนค่ะ
ก่อนหน้านี้มูลนิธิผู้หญิงและทนายพัชรีได้ขอปรึกษาท่านผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
จังหวัดนครปฐมขอความอนุเคราะห์ลดหย่อนเงินประกันซึ่งสูงมากคือ๕๐๐,๐๐๐ บาท ศาลท่านได้ให้แนวทางมาว่าให้ส่งข้อเท็จจริงเข้าไปเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีเพื่อพิจารณา ศาลเห็นว่าจากคดีก็มีความเป็นไปได้ที่จะพิจารณาลดหย่ิอน
นอกจากนี้มูลนิธิผู้หญิงได้พาแม่ของน้องป่านไปเขียนคำร้องขอรับการสนับสนุน
ช่วยเหลือการประกันตัวจากกองทุนยุติธรรม กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพมาด้วยค่ะ ทราบจากเจ้าหน้าที่ประสานงานที่ให้ความช่วยเหลือว่าจะได้รับการพิจารณาจาก
คณะกรรมการในวันที่ ๒๒ มิถุนายน นี้ค่ะ
เวลานี้น้องป่านได้กลับออกมาอยู่ดูแลแม่และได้เจอหน้าลูกสาวแล้วค่ะ
น้องเคยเขียนจดหมายมาคุยเมื่อครั้งที่น้องอยู่ในเรือนจำว่าน้องกังวลใจหลายเรื่อง
โดยเฉพาะอาการป่วยของแม่และความรู้สึกของลูกสาวที่มีต่อน้องป่าน
ลูกสาววัย ๗ ขวบอาจจะได้รับรู้เรื่องราวความรุนแรงในครอบครัว
ครั้นเมื่อน้องป่านออกมาจากเรือนจำเธอจึงรีบไปเยี่ยมลูกสาวที่ฝากเลี้ยงไว้กับแม่
ฝ่ายชายทันที น้องป่านมีเวลาพูดคุยอยู่กับลูกเกือบทั้งวันแต่แม่ฝ่ายชายขอให้
ลูกสาวน้องป่านเรียนหนังสือและอาศัยอยู่กับย่าไปก่อน
น้องป่านเองก็พอจะเข้าใจกับเหตุการณ์ความรู้สึกดังกล่าว
น้องป่านในวัย ๒๒ ปีได้กลับไปอยู่กับแม่ที่บ้านช่วยแม่ขายของชำเล็กๆน้อยๆ่ที่บ้าน เธอเล่าให้มูลนิธิผู้หญิงฟังว่าเธอมีพี่ชายที่สุขภาพไม่ค่อยดีอายุห่างกัน ๕ ปี
พี่ชายของน้องป่านมีครอบครัวแล้วมีลูก ๓ คน ส่วนใหญ่พี่ชายและครอบครัวมักจะอาศัยอยู่ที่อำเภอดอนตูมเสียมากกว่า พี่ชายไม่ค่อยแข็งแรงจึงไม่ได้ช่วยงานของแม่ได้น้องป่านจึงเป็นเรี่ยวแรงสำคัญของบ้านในเวลานี้ที่จะช่วยเลี้ยงดูแม่และ้ลูกสาว
น้องป่านคิดถึงการสร้างชีวิตใหม่อีกครั้ง แม้ว่ากระบวนการยุติธรรมกำลังดำเนินไปก็ตาม
น้องป่านเขียนในจดหมายว่า...ป่านรู้สึกโชคดีและอุ่นใจอยู่บ้างเพราะอย่างน้อยป่านยังมีแม่ ลูกสาวและคนอีกมากในสังคมที่เข้าใจและเป็นกำลังใจให้...
เชื่อว่าน่าจะ่ยังมีผู้หญิงอีกหลายชีวิตที่กำลังเผชิญความรุนแรงอยู่ในขณะนี้
การคำนึงและตระหนักในคุณค่าและศักดิ์ศรี เสรีภาพความเป็นมนุษย์ของผู้หญิง
น่าจะเป็นแนวทางเพื่อให้ความช่วยเหลือและคุ้มครองสิทธิผู้หญิงได้
รวมถึงการปรับเปลี่ยนแนวคิดชายเป็นใหญ่อันเป็นที่มาของความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างเพศที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ด้วยค่ะ