6. สำหรับบรรยากาศของการสัมมนา (19-20 มี.ค.) นั้น มีผู้เข้าสัมมนาทั้งสิ้นประมาณ100 คน(ต่ำกว่าที่คาดไว้ประมาณ 30 คน) มหาวิทยาลัยในภูมิภาคดูเหมือนจะมีสมาชิกเข้าสัมมนามากที่สุด  นอกจากนี้ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิหลายท่านไม่ว่าจะเป็น ศ.สมศักดิ์ จักรไพวงศ์  นพ.วีรพันธ์  นพ.พิทยา  รศ.นิตย์ ทัศน์นิยม ฯลฯ รวมถึงคณะบดีคณะทันตแพทย์  อ.พิชิตช่วยทำหน้าที่พิธีกรในช่วงเช้า  เริ่มกิจกรรมโดยการกล่าวเปิดของ ศ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา  เตชะกัมพุช และการปาฐกถานำ  ซึ่งอาจารย์ได้ให้แง่คิดดีมากเกี่ยวกับการ balance ระหว่างภาระที่อาจารย์ต้องเข้มงวด  เพราะหวังความเป็นเลิศทางวิชาการของศิษย์กับภาระของอาจารย์ที่เน้นการเข้าใจศิษย์  และท่านยังได้ยกเอาผลการวิจัยที่พบว่าเด็กที่มีความสุขจะมีความสามารถในการเรียนรู้สูงกว่าเด็กที่ไม่มีความสุข  นอกจากนี้ อาจารย์ได้กล่าวย้ำถึงความสำคัญของการนำสุขภาพองค์รวมมาใช้ในงานทันตกรรม โดยน้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาเล่าให้ฟังซ้ำอีกครั้งเพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมตระหนักถึงบทบาทของทันตแพทย์ที่เป็นแพทย์สาขาหนึ่งเช่นกัน  พระราชดำรัสที่ว่า ต้องซักถามทุกข์สุข  เรื่องการทำมาหากิน  ถนนหนทาง  น้ำท่า  เพราะถ้าน้ำไม่มีจะให้แปรงฟันวันละ 2 ครั้งได้อย่างไร  ถนนไม่ดีจะให้มาพบหมอปีละ  2 ครั้งได้อย่างไร  นั้น ผมเชื่อว่าทำให้เราทุกคนเข้าใจเลยว่า ความหมายของสุขภาพองค์รวมนั้นคืออะไร 

 

จากนั้น นพ.มงคลได้บรรยายเกี่ยวกับ แนวคิดทันตแพทย์สร้างสุข ซึ่งท่านเน้นการสร้างสุขให้กับตนเองเสียก่อน โดยหมายถึงการดูแลสุขภาพของตนเองก่อน เมื่อทุกคนทำได้ เป็นตัวอย่างได้โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์  ความสุขก็จะแพร่ขยายไปสู่คนรอบข้างและสังคมโดยธรรมชาติ  อาจารย์แนะนำว่า ในการทำงานเราไม่จำเป็นที่จะต้องมุ่งไปถึงยอดเจดีย์กันเลยตั้งแต่ต้น  แต่ควรสนใจรากฐานด้วย และควรเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษาแสดงออกถึงความมีจิตใจอาสา เพราะจะช่วยให้เขาใส่ใจ เข้าใจถึงสังคม และมีความเห็นใจผู้อื่น  ในที่สุดทัศนคติเหล่านี้ก็จะย้อนกลับมาเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยโดยรวมเอง