คุณโยมขำ ...ตั้งคำถามมาให้ตอบนอกขอบเขตบาลี นะครับ แต่ก็พอตอบได้บ้างเล็กน้อย เอาสัก ๒-๓ ประเด็นพอนะครับ
คำวัยรุ่นว่า จิงดิ งุงิ อ่ะจ้า อะคับ ไม่จัย ไม่ปลื้ม ..ทำนองนี้ เป็นการเลียนแบบมาจากคำทั่วไปที่มีใช้มาแล้ว ดังต่อไปนี้ ครับ..
จิงดิ เลียนแบบมาจาก จริงซิ เป็นคำคำยืนยันบางสิ่งบางอย่าง...อธิบายตามรูปศัพท์.. พยางค์ว่า จริง แปลงเป็น จิง นี้เรียกว่า มัชเฌโลป คือลบอักษรตัวกลาง (เทียบบาลี อุทกํ แปลงเป็น อุกํ) ..พยางค์ว่า ดิ แปลงเป็น ซิ นี้เรียกว่า อาเทศ คือเปลี่ยนอักษร (เทียบบาลี จิตฺตํ แปลงเป็น จิตฺรํ)
งุงิ เลียนแบบมาจาก หุดหิด หมายถึง อาการบางอย่างที่แสดงออกมาเพราะความไม่พอใจ (อภิธรรมเรียก จิตตชรูป รูปที่เกิดจากจิต) ...อธิบายตามรูปศัพท์...พยางค์ว่า งุ มาจาก หุด โดยแปลง ห.หีบ เป็น ง.งู แล้วลบอักษรเบื้องปลาย...พยางค์ว่า งิ มาจาก หิด โดยแปลง ห.หีบ เป็น ง.งู แล้วลบอักษรเบื้องปลายเช่นเดียวกันข้างต้น (หุด - งุด -งุ .....หิด - งิด - งิ = งุงิ)
สองคำพอนะคุณโยม (5 5 5) พอจะได้คำตอบว่า คำเหล่านี้ เลียนแบบมาจากคำที่มีอยู่แล้ว โดยออกเสียงให้เพี้ยนไปจากเดิมเล็กน้อย...นี้ ประเด็นแรก
ประเด็นต่อมา สาเหตุของการเลียนแบบหรือทำให้ผิดจากเดิม ครูท่านบอกว่ามี ๓ อย่าง คือ
๑. เพื่อออกเสียงให้สะดวกยิ่งขึ้น
๒. เพื่อทำเนื้อความให้สละสลวย
๓. เพื่อเป็นประโยชน์ในการเรียบเรียงเป็นร้อยกรอง
คำว่า จิงดิ งุงิ เป็นต้น เข้าได้ตามหลักการที่๑ และ ๒ เพราะวัยรุ่นบอกว่าออกเสียงสะดวกและเนื้อความสละสลวย (นี้เป็นการประเมินค่าของวัยรุ่นเท่านั้น) ...
เอาอีกประเด็นนะครับ ภาษาก็จัดเข้ากับหลักอนัตตาได้ กล่าวคือ ไม่มีเจ้าของ. ฝืนความปรารถนา. ไม่สามารถบังคับได้ แย้งต่อตัวตน และเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่จะเข้ามาเกื้อหนุนหรือบั่นทอน...
ยังอธิบายได้อีกหลายนัยครับ คุณโยม...แต่ขอความกรุณาอย่าถามคำทำนองนี้อีกเลย นะครับ
โปรดอ่านอีกครั้ง ขอความกรุณาอย่าถามคำทำนองนี้อีกเลย นะครับ (5 5 5)