สวัสดีค่ะ อาจารย์,
ในบทความต้นฉบับนั้น ดูเหมือนผู้เขียนจะใช้บล๊อกการเมืองในอเมริกาเป็นจุดอ้างอิงในการวิเคราะห์และวิพากษ์เสียเป็นส่วนใหญ่ไม่ใช่หรือคะ?
ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ นิตยสารไทมส์เองก็เคยเขียนวิเคราะห์เรื่องนี้มานานแล้วตั้งแต่ปลายปี ๒๐๐๔ น่ะค่ะ แต่ไม่ได้เขียนเรื่องจุดอ่อนของ Blog นะคะ เขียนเรื่อง 10 Things We Learned About Blogs ค่ะ
บังเอิญตอนนู้นเริ่มเขียนบล๊อกได้ไม่นานอยู่ Blogger เลยมีบทความนั้นเก็บเอาไว้ พอเห็นหัวข้อและบทความของอาจารย์วันนี้ เลยนึกถึงอันนั้นขึ้นได้ เลยไปหยิบมาฝากค่ะ ความจริงอันนั้นน่าจะครอบคลุมดีกว่า มียกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนเป็นข้อเท็จจริงมีลิ้งค์อ้างอิงมากกว่ากล่าวอ้างลอย ๆ เหมือนบทความของ Wall Street Journal อันนี้อีกค่ะ
บล๊อกที่เป็นเรื่องเฉพาะกิจ ก็จะเจาะเฉพาะกลุ่ม มีจุดประสงค์เฉพาะการณ์ ยิ่งเป็นเรื่องการเมืองด้วยแล้ว พูดยากค่ะ เพราะไม่ว่าที่ใดในโลกมันก็มักจะค่อนข้างซับซ้อนยุ่งยากโยงใยวุ่นวายเสมอ ไปตามกิเลสต่าง ๆ ของมนุษย์นั่นเอง
ดังนั้น จึงไม่คิดว่า Rago ผู้เขียนของ Wall Street Journal สมควรใช้บล๊อกเฉพาะกิจ เฉพาะกลุ่ม เฉพาะจุดประสงค์ มาเป็นตัวแทนในการใช้อ้างถึงบล๊อกทั้งหมดในโลกนี้น่ะค่ะ
จะมีประเด็นที่เป็นจุดร่วมกันของบล๊อกส่วนใหญ่ทั่วโลก ที่พอจะอนุโลมให้ครอบคลุมได้บ้าง ก็น่าจะมีแค่ประเด็นในเรื่องความรวดเร็วของเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อความฉับพลันในการสื่อสารระดับบุคคล อันสามารถส่งผลให้สารที่สื่อออกไปไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างเพียงพอรอบคอบ อาจก่อผลเสียหายได้
รวมถึงเรื่องความไม่ระมัดระวังในการใช้ภาษาให้ถูกต้อง และ เรื่องสาระเนื้อหาเท่านั้นเอง
แต่ถ้ามองว่าบล๊อกเป็นสื่อ สื่อหนึ่ง ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกบริโภคน่ะค่ะ
ที่ผู้เขียนของ The Wall Street Journal รู้สึกเดือดร้อน ก็เพราะคนกระหายใคร่รู้เลือกที่จะรับบริโภคสื่อลักษณะบล๊อกมากกว่า MSM อย่างที่ผู้เขียนทำงานอยู่มั้งคะ? เนื่องจากมันคงจะมีสีสันมากกว่าล่ะเรื่องของเรื่อง และตอบสนองความต้องการของกลุ่มที่เอียงขวาหนัก ซ้ายหนัก หรือต้องการนำเสนออะไรที่เสนอในสื่อหลักไม่ได้ ก็แค่นั้นเอง คนก็ติดบล๊อกไปตามกิเลสของตนเอง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรหรอกค่ะ
และในส่วนที่เขาไม่ได้พูดถึงจุดแข็งของบล๊อกที่อาจารย์ยกตัวอย่างมาเลย คิดว่าเพราะเขายกตัวอย่างมาแต่บล๊อกการเมืองไงคะ บล๊อกการเมืองในสหรัฐนั้น สิ่งแรก ๆ ที่เขาทำได้สำเร็จเลย คือ ช่วยการ ลปรร. ความรู้ฝังลึก และช่วยสร้างความเป็นชุมชน อย่างที่อาจารย์ว่านี่เปี๊ยบเลยน่ะค่ะ
โดยเฉพาะกลุ่มขวาจัดนี่ติดกันงอมแงมเลยค่ะ ต้องจ่ายเงินค่าสมาชิกกันก็ยอม
จึงเป็นไปได้ว่า เขาอาจจะเหมาเอาว่าคนทราบอยู่แล้ว หรือไม่ก็นู่นเลย ถ้าเขียนจุดนี้จะฟังดูเหมือนยิ่งประชดบล๊อกการเมืองเหล่านั้น แล้วยิ่งทำให้บทความเขาดูขาดความน่าเชื่อถือลงไปอีก
หรือในทางกลับกัน เขาก็มองว่านั่นเป็นจุดอ่อน เพราะถ้าอ่านในย่อหน้าแรกของหน้าที่สองของบทความจาก Wall Street Journal ที่อาจารย์กรุณานำมาฝากแล้ว เขาก็บอกว่าประเด็นที่อาจารย์ว่าน่าจะเป็นจุดแข็งนี่แหละค่ะ คือปัญหาของบล๊อกการเมืองอย่างที่ว่า
คือเข้าใจว่าจะ ลปรร และฝังลึกในเฉพาะกลุ่มตัวเอง ที่อาการหนักแล้วก็น่าจะหนักข้อขึ้นไปอีก หน้ามืดตามัว หูอื้อตาลาย ไม่ฟังข้างอื่นเลย เหมือนที่เขายกตัวอย่างเรื่องการนำเสนอเรื่องราวของวุฒิสมาชิก John Kerry ไงคะ
และบทความนี้ Rago เขาสรุปด้วยความเห็นของเขาว่า ระบอบประชาธิปไตยจะทำงานไม่สมบูรณ์ถ้าไม่มีระบบตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ และเนื่องจากไปยอมให้กับสิ่งที่ขอสรุปเอานะคะว่าเขาหมายถึงความได้เปรียบของอินเทอร์เนทนี่เอง ที่ทำให้คนรุ่นใหม่ปล่อยให้ความเสื่อมเกิดขึ้นโดยไม่ทำอะไรกับมันแล้วเรียกมันว่าเป็นความก้าวหน้า
ดังนั้น สรุปแล้ว บทความนี้น่าจะเป็นบทความที่ค่อนข้างจะการเมืองทีเดียวนะคะ คืออ่านไปแล้วรู้สึกคุณคนเขียนนี้ท่าทางจะ "ของขึ้น" น่ะค่ะ
คือก็พอจะเข้าใจว่าเขาก็คงจะพยายามมองและวิเคราะห์ในเชิงสังคมศาสตร์อะไรของเขาไป
แต่จริง ๆ แล้ว ถ้าเขาจะมองในแง่ของธรรมะ คือ ความไม่เที่ยง แล้ว เขาก็คงจะเห็นว่าเรื่องนี้มันก็ธรรมดามาก เพราะมันไม่มีอะไรในโลกนี้ที่มันจะเป็นอย่างนี้ อย่างนั้นไปตลอด หรือเป็นอย่างที่เขาคาดหวัง คาดคั้น ตั้งความหวังอยากจะให้มันเป็นเสมอ
แล้วทุกอย่างมันก็มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดาของมันนี่แหละ ก็ไม่เห็นแปลกอะไรอีก
ดังนั้น แทนที่เขาจะลุกขึ้นมาเกรี้ยวกราดโวยวายเรียกร้องให้บล๊อกทั้งหลายที่เขาคิดว่าด้อยคุณภาพ "เขียนโดยคนโง่ ให้คนปัญญาอ่อนอ่าน" อยู่นี้ ให้ปรับปรุงคุณภาพขึ้นมาใหม่ หรือเลิกเขียนเสีย เพราะทำให้เขาหงุดหงิด(ที่ได้อ่าน?) ก็สู้ให้เขาเลิกอ่าน หรือ เลือกอ่านด้วยโยนิโสมนสิการด้วยตัวเองจะไม่ดีกว่าหรือ?
เพราะในสังคมประชาธิปไตยที่เขาอยู่ ก็ย่อมมีบล๊อก หรือ MSM ให้เลือกรับข่าวสารการเมืองมากมายจนอ่านไม่ทันกันอยู่แล้วในแต่ละวัน
ความจริงผู้เขียนบทความก็น่าจะรู้เหตุผลดีอยู่แล้วว่า คนเราไปอ่านบล๊อกการเมืองเหล่านั้นไม่ได้ต้องการข้อมูลตัวเลขอะไรล้วน ๆ เท่าใดหรอก แต่ต้องการไปหาสีสันที่หาไม่ได้ในสื่อทั่วไปมาสนองกิเลสตัวเองเสียล่ะมากกว่า ซึ่งผู้เขียนเองก็เขียนไว้ในย่อหน้าท้าย ๆ
แต่ผู้เขียนก็ไม่พอใจ ที่เห็นผู้อ่านคนอื่นไปหาความสนุกเพลิดเพลินตื่นเต้นในบล๊อกการเมืองที่ผู้เขียนเห็นว่า "ด้อยคุณภาพ" ด้านเนื้อหานั้น
ส่วนหนึ่งก็เห็นใจ เพราะผู้เขียนเขาทำงานสื่อหลัก จิตใต้สำนึกอาจจะกลัว "ตกงาน" ถ้าอีกหน่อยคนเลือกบล๊อกแทน
แต่ก็นั่นแหละค่ะ ถ้าเขาทำใจให้เป็นกลาง มองสิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง เขาก็คงจะไม่ไปโยนความผิดให้สิ่งนู้น สิ่งนี้ หรือสิ่งรอบตัวไปเสียตลอด โดยไม่ได้หยุดสำรวจสิ่งที่ทำให้เขาทุกข์ใจอย่างแท้จริง นั่นคือใจตัวเขาเองต่างหาก
เพราะถ้าบทคนจะตกงาน ก็คงไม่ได้ตกภายในวันสองวัน หรือ เดือนสองเดือน เพียงเพราะคนในสังคมเลือกเป็นสมาชิกบล๊อกการเมืองกันหมดแทนที่จะบอกรับ Wall Street Journal หรอกมั้งคะ?
และเรื่องตกงาน ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ในกาลทุกเมื่อเสียด้วย ดังนั้น ถ้าจะทำตัวให้ไม่ประมาทไว้ก่อนโดยรวม ก็อาจจะทุกข์น้อยลงก็เป็นได้ แล้วถ้าอะไรมันยังไม่เกิด ก็ไม่น่าจะไปกังวลกับมัน
หรือไม่ผู้เขียน คุณ Rago เอง ก็อาจจะไม่ได้เป็นห่วงกังวลใด ๆ เลยก็ได้ แต่ก็เขียนบทความนี้ไปอย่างนั้นนั่นเอง ตามหน้าที่ และจำเป็นต้องใส่สีสันลงไปเสียหน่อยทั้งในพาดหัวข่าว ซึ่งค่อนข้าง provocative เพราะไปพาดพิงชื่อคนที่เป็นมุสลิม อีกทั้งในเนื้อข่าว ซึ่งแขวะเขาไปทั่วทั้งกลุ่มการเมืองซ้ายจัดและขวาจัด
เพื่อให้บทความมีความหวือหวาจัดจ้านน่าบริโภคเหมือนสิ่งที่หาอ่านได้ในบล๊อกการเมืองแสบ ๆ คัน ๆ ของอเมริกาทั้งหลายนั่นเอง?
สื่อชนิดเดียวกัน ขึ้นอยู่กับคนเลือกใช้ เลือกบริโภค มั้งคะ เลือกใช้เป็น ก็เป็นกุศล เลือกบริโภคเป็น ก็เป็นกุศลเหมือนกันน่ะค่ะ คิดว่าน่ะนะคะ ทั้งกับส่วนตน และคนหมู่มาก
ว่าแล้วก็ขออนุโมทนา กับผู้ที่มีจิตศรัทธาร่วมสร้างกุศล ด้วยการแบ่งปันสิ่งดี ๆ ใน gotoknow นี้ทุก ๆ ท่านค่ะ,
ณัชร