แม่ใหญ่ตุ๊ ที่รัก

-จุดเด่นของเรื่อง อยู่ที่ยอมรับตัวเอง สะท้อนความจริง ว่ามันมีความเป็นไปอย่างไร จุดความจริงมันอยู่ตรงไหน เมื่อรู้แล้วก็ประเมินงาน/คน/ขีดวงของกิจกรรมได้

-เป็นกลุ่มง่านของคนอาวุโสทั้งนั้น  คนที่จะมารับไม้ต่อยังน้อย แต่ก็ยังดีกว่าทางบุรีรัมย์ ที่ไม่รู้จะส่งไม้ให้ใคร ถ้าเขียนถึงสถานะปัจจุบัน แล้วมาหารอยเชื่อมในอนาคต จะได้คำตอบว่า จะอยู่ หรือจะเผ่น ชาวบ้านก็ทำได้แค่นั้นแหละ เพราะศักยภาพมีแค่นั้น จะเร่งเครื่องมากๆเดี๋ยก็พัง กลายเป็นงานสงเคราะห์คนชราไป ซึ่งก็สำคัญมาก เพราะอย่างน้อยมีคนเก็บเกี่ยวความจริงมาตีแผ่ ว่าจะอยู่ก่อนตายอย่างไรให้ลำบากน้อยที่สุด อยากให้นักศึกษาบูฯทุกคนมาอ่าน แล้วเอาวิธีคิด/เขียนไปศึกษา ถึงการลำดับเรื่อง ความสำคัญ และมีลูกหยอดความเห็นแย้งเฉพาะตัวที่เป็นเสน่ห์ ยังขาดก็แต่ข้อเสนอแนะ ต่ออีกจิ๊ดเดียว..อยากรู้ว่าจะวางน้ำหนักไปทางไหนอย่างไร

ดิฉันไม่อยากคิดว่า มันใช่ทั้งหมด   แต่มันมีส่วนทำให้เราได้ฉุกคิดว่า มันเป็นจุดอ่อนที่ปรากฏในสัมพันธภาพของชุมชน และมันก็มีฐานของการไม่ยอมรับ ซึ่งกันและกันประกอบอยู่ด้วยด้วย และความอดทนไม่ได้ที่จะรีบวิพากษ์วิจารณ์ตามวิสัย ครั้นจะดำเนินการประชุมเอง ก็ยังไม่สามารถทำได้ ก็เลยต้องได้ร้องเพลงรอ และรอ กันต่อไป เวลาที่นัดประชุมคือ ๑๘.๐๐ น. ดิฉันไปถึง ๑๘.๒๒ น.  แต่ได้เคยได้แจ้งกันแล้วว่าการประชุมไม่ต้องรอดิฉัน ให้ดำเนินการไปเลย แสดงว่า อ่อนแอระดับเอื้ออาทร พลังชุมชนเป็นอย่างนี้กันทุกแห่ง ถ้าเราเข้าไปยุ่ง แม้แต่จะคุยกันเองก็ไม่กล้าตัดสินใจ ก็เลยดูเหมือนยังต้องหาไม้ค้ำยันอยู่ร่ำไป ..สิ่งที่เราทำมันช่วยอะไรได้สักกี่% ตรงนี้แหละที่เป็นทาง2แพร่งว่า เราจะ เผ่น หรือเราจะพุ่ง มันแตกต่างกันสักเท่าไหร่   มันยังมีวิธีการอื่นที่เหมาะ  พอดี กว่าที่เราทำอยู่อีกไหม มีไหม มีไม่มี

-ตัวหนังสือสีจางๆไม่ควรใช้ อ่านยาก

-ภาพลงในประวัติ สงสัยว่าฟลุ๊กทำได้

-แต่ภาพโชว์หน้าแรก ไม่โผล่สักที

-ควรเขียนวันละบท เพราะรออ่านวันละตอน ถ้าขาดตอน นอนบ่หลับ.