
หลงทาง หรือ หลงเวลา
การ ดำเนินชีวิต หรือ การใช้ชีวิต สำหรับผู้ประกอบอาชีพ สมัยนี้ “เวลา” คือ กฎ และเงื่อนไข อย่างหนึ่ง ที่ทุกๆ คนต้องยอมรับนับถือโดยทั่วไป คนเราเริ่มทำงาน รับประทานอาหารเช้า เที่ยง เย็น ค่ำ และเลิกงาน ในเวลาหนึ่งเวลาใดก็ตาม ที่ตกลงกันไว้ จะฝ่าฝืนข้อตกลงตามใจชอบไม่ได้ หากนัดพบหรือไปเที่ยวกับใครก็ตาม แล้วปล่อยให้ใครคนนั้น นั่งตบยุงอยู่คนเดียว ก็อาจมีสิทธิ์ก่อให้เกิดความรู้สึกว่า เราขาดความรับผิดชอบในตัวเรา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ ล้มสลายได้
ทันที ที่ถึงเวลาทำงาน เราจะปรากฏตัว แสดงความพร้อมอยู่ ณ จุดทำงาน ไม่ยืนเสริมความงามความหล่ออยู่ในห้องน้ำ หรือ นั่งรับประทานอาหารข้าวราดแกงเขียวหวานไก่อยู่ที่โต๊ะทำงาน มิฉะนั้น ลูกพี่ผู้มีความฉลาดทางอารมณ์ (รู้ทันอารมณ์ตัวเอง) อาจจะพุ่งสายตามาที่เราอย่างรุนแรง จนใบหน้าเรารู้สึก ร้อนวูบ ไปพักหนึ่ง
ใน กรณีที่มีการประชุมเรื่องงาน เราจะไปตรงเวลา หากล่าช้ามากเกินควร เช่น 7 นาที เป็นต้น เราอาจถูกเมินเฉย ไม่มีใครอยากจะพูดด้วย หรือมองด้วยสายตาที่ไม่ได้ให้เกียรติ นับถือจากผู้อื่น ที่ต้องนั่งรอเรามาเข้าประชุมสาย มองว่าเรายังเด็กอยู่ จัดการกับตัวเองไม่เป็น และมีระเบียบวินัยที่อ่อน ที่ประชุมมีสิทธิ์เริ่มประชุมโดยไม่รอเรา ทำให้เราพลาดสาระสำคัญบางประการได้ อาจต้องนั่งงงเป็น “ไก่ตาแตก” ในห้องอยู่คนเดียว เป็นที่น่าอับอายขายหน้ายิ่ง
หากถ้า วันหนึ่งเรานัดพบ หรือนัด ไปเที่ยวกับใครก็ตาม แล้วปล่อยให้ใครคนนั้น นั่งตบยุงอยู่คนเดียว ก็มีสิทธิ์ก่อให้เกิดความรู้สึกว่า เราขาดความรับผิดชอบในตัวเรา ส่งผลให้ความสัมพันธ์ล้มสลายได้อีกเช่นกัน เราจึงต้องยอมรับ “เวลา” นำมานับ แล้วถือไว้เสมอ แต่ไม่ถึงขนาดต้องยืนคำนับนาฬิกา ทุกครั้งที่ดูเวลาหรอก
มี การคาดคะเน อย่างคร่าวๆ ว่า คนจำนวนหนึ่ง ประมาณร้อยละ 20 มักจะไปไหนมาไหนทำอะไรไม่ทันเวลาอยู่เป็นประจำ และเป็นเช่นนี้ จนเรื้อรังมานาน ทันอยู่อย่างเดียวคือเข้าห้องน้ำทัน โดยตัวเองก็เบื่อรำคาญตัวเองที่ต้องกลายเป็นตัวตลก ทำให้คนรอคอย ขำไม่ออกอยู่เรื่อยๆ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
ณ. ที่นี้ ขอเรียกบุคคลดังกล่าวว่า “คนหลงเวลา” เพราะหาเวลาทึ่ถูกต้องไม่พบ ตรงกันข้ามกับ “คนตรงเวลา” ที่หาเวลาที่ถูกต้องพบ จิตแพทย์ สหรัฐอเมริกา เปิดเผยถึงผลการวิจัยคนไข้รายหนึ่งว่า “คนหลงเวลา” ที่สาย ล่าช้า ไม่ตรงเวลาเป็นประจำ จากการศึกษาพบว่า มีสมองส่วนหน้าที่มีคลื่นกิจกรรมต่ำกว่าและไม่คึกคักเหมือนคนปกติทั่วไป ที่ค่อนข้างตรงเวลา จิตแพทย์ จึงแนะนำให้ “คนหลงเวลา” รับประทานอาหารที่มีโปรตึนสูงอย่างเช่นเนื้อสัตว์ ซึ่งจะไปกระตุ้นสมองส่วนหน้า ให้มีคลื่นกิจกรรมสูงขึ้น ส่งผลช่วยลด “การหลงเวลา” ได้บ้าง อย่างน้อยก็ชั่วคราว
ผู้เชี่ยว ชาญการบริหารเวลา ของสหรัฐฯ มีคำแนะนำ 7 ข้อที่น่าสนใจสำหรับ “คนหลงเวลา” ที่มักทำอะไรไม่ทันเวลาสักที ยกเว้นอย่างเดียว คือ เลิกงานตรงเวลา ข้อแนะนำเหล่านี้ ต้องนำไปปฏิบัติจึงจะได้ผลดี ดังนี้
หนึ่ง เผชิญหน้ากับ “เวลา” ด้วยความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา “คนหลงเวลา” มักกะเกณฑ์ปริมาณเวลาที่ต้องใช้ทำกิจวัตรส่วนตัวต่างๆ ให้เสร็จสิ้นไว้ต่ำกว่า ความเป็นจริงประมาณร้อยละ 25 เช่น กิจวัตรอาบน้ำปะแป้งแต่งตัว ขับรถ ขึ้นรถลงเรือ แวะซื้อของ ตอบอีเมล์ เป็นต้น
วิธีป้องกันแก้ไข คือ ให้ทดลองจับเวลาดูว่า กิจวัตร หริอ กิจกรรม แต่ละรายการ ต้องใช้เวลาจริงๆ เท่าใด แล้วจดไว้ เพื่อจะได้รวมเวลาสำหรับรายการที่เชื่อมโยงเกี่ยวพัน กันทั้งหมดไว้เป็นหมวด แล้วนำไปคำนวณกำหนด เวลาตื่นนอนให้ถูกต้อง เพื่อให้มีเวลาพอเพียงทำกิจวัตรประจำวันได้ครบถ้วน จะได้ไปถึงที่ทำงานก่อนกำหนดเวลาเข้างาน เล็กน้อย โดยใช้ตัวเลขเวลา ที่ยาวนานกว่าปกติเป็นเกณฑ์ เช่น ตัวเลขเวลารถติดในวันรถติดมากที่สุดของสัปดาห์ เป็นต้น
สอง กำหนดว่าต้องไปให้ถึงที่ทำงานแต่เนิ่นๆ หากกะเกณฑ์ให้ถีงอย่างตรงเวลาพอดีแล้ว โอกาสเข้างานสายค่อนข้างจะมีสูง ก็เพราะว่าอาจมีบางสิ่งบางอย่างที่มิได้คาดฝันไว้ก่อน เกิดขัดจังหวะขึ้นมา เช่น ลืมกระเป๋าเงิน เอกสารสำคัญ เป็นต้น พยายามให้ถึงจุดหมายปลายทางประมาณ 15 นาทีก่อนกำหนด เอาหนังสือพิมพ์ วารสาร หนังสือ ฯลฯ ติดตัวไปด้วย เผื่อเอาไว้อ่านในช่วงเวลาก่อนกำหนด
สาม ช่วงเช้า ก่อนออกจากบ้านไปทำงาน คือ ช่วงเวลาที่วิกฤติ เพราะมีรายการต่างๆ นานาอันเป็นกิจวัตรประจำวันเฉพาะตัวของแต่ละคน ที่ต้องทำและละเว้นไม่ได้ ฉะนั้น เพื่อบรรเทาภาวะวิกฤตินี้ ขอให้เลื่อนบางรายการที่เลื่อนได้ ให้ทำตอนกลางคืนก่อนนอน เช่น จัดกระเป๋าเอกสาร วางกุญแจไว้ในที่เคยวางเป็นประจำ แขวนชุดเสื้อผ้าที่จะสวมใส่วันรุ่งขึ้นไว้ ณ ที่หยิบคว้าได้ง่าย เป็นต้น
สี่ ประเมินเวลาในแต่ละรายการของงาน ที่ต้องทำในวันใดวันหนึ่งไว้ “คนหลงทาง” มักทำรายการทั้งหมดให้เสร็จครบถ้วนภายในช่วงเวลาเดียวที่ได้กันเอาไว้ แต่มักลงเอยต้องใช้เวลายาวนานกว่าช่วงเวลานั้น เพราะคำนวณเวลาไม่ได้ตรงตามความเป็นจริง
วิธีป้องกัน แก้ไข คือ ขอให้จัดเวลา หรือกำหนดเวลาสำหรับทำแต่ละรายการในวันหนึ่งๆ จดปริมาณเวลาที่ต้องใช้ทำแต่ละรายการ แล้วจัดลำดับก่อนหลังให้แต่ละรายการ เพื่อจะได้รู้ว่า ต้องทำรายการใดก่อน มีรายการไหนที่ต้องใช้เวลามากกว่าปกติเป็นพิเศษ
ห้า จงเอา “ความสมบูรณ์แบบ” ไปทิ้งไว้ที่ถังขยะ คนที่มุ่งมั่นทำงานแต่ละชิ้นให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์แบบ โดยไม่มี จุดด่างพร้อย แม้แต่น้อย มักส่งงานล่าช้าไม่ทันกำหนด
อย่า ลืมว่า งานเสร็จตรงกำหนดแต่ถูกต้องครบถ้วนร้อยละ 95 ย่อม ดีกว่า งานเสร็จล่าช้าแต่ถูกต้องครบถ้วนถึงร้อยละ 100 วิธีป้องกันแก้ไขสำหรับคนประเภทพิถีพิถันสมบูรณ์แบบเกินไปคือ ขอให้ท่องเป็นคาถาจำใส่ใจไว้ว่า “ไม่จำต้องทำให้สมบูรณ์แบบเต็มร้อยหรอก เพื่อนเอ๋ย”
หก อย่ามัวเมา กับความรู้สึกตื่นเต้น ที่มาจากการเร่งรีบให้ทันกำหนดเวลาที่ขีดเป็นเส้นตายไว้ บางคนรู้สึกมีชีวิตชีวา กระฉับกระเฉง เมื่อได้สัมผัสกับสารอะดรีนาลินในร่างกาย ซึ่งถูกขับออกมาด้วยความตื่นตระหนก ในขณะที่ กำหนดเวลาเส้นตายย่างใกล้เข้ามา แต่บางครั้ง กลับรู้สึกใจเย็นไม่อยากลงมือทำอะไร ตราบใดที่ความกดดัน ากเส้นตายยังไม่ปรากฏ กล่าวคือ มีจิตวิญญาณชอบทำงานเสี่ยงกับสภาวะ “งานเสร็จทันเวลาพอดี” ชอบเริ่มลงมือ เร่งรีบ ทำในช่วงเวลาสั้นๆ สุดท้ายที่เหลืออยู่เท่านั้น เร่งจนตับแลบไม่ว่า ขอให้งานเสร็จ หลังกำหนดก็ได้
วิธี ป้องกันแก้ไขคือ ทุกเช้าวันทำงาน ขอให้จดบันทึกงาน 3 รายการที่จะต้องลงมือทำแต่เนิ่นๆ ก่อนถึงกำหนดส่งผลงาน แล้วลงมือทำแต่ละรายการโดยมิต้องรีรอให้ถึงใกล้กำหนดเส้นตายก่อน ขอให้ทำแบบนี้ทุกเช้าเป็นเวลาสักหนึ่งเดือน จะเป็นการฝึกฝนให้มีนิสัยเริ่มทำชิ้นงานแต่เนิ่นๆ อย่างถาวรไปเลย
ตัวอย่าง เช่น เติมน้ำมันให้เต็มถังรถยนต์ก่อนที่ไฟเตือนจะสว่างขึ้น ส่งรายงานก่อนถึงกำหนดสักหนึ่งวัน จัดการชำระใบแจ้งหนี้ ทันทีที่ได้รับ เป็นต้น ผลก็คือ จะหล่อหลอมและฝึกฝน อุปนิสัยทำงานให้เสร็จแต่เนิ่นๆ ไม่หมักดองไว้จนวินาทีสุดท้าย จนกระทั่งรากงอกลงดินอย่างถาวร เมื่อทำได้ดังนี้ ชีวิตจะเราก็จะน่าเพลิดเพลินยิ่งขึ้น เพราะปลอดจากแรงกดดันของกำหนดเส้นตายส่งงาน
ใครที่คิดว่าตัวเองจัดประเภท อยู่ใกล้เคียงเรียงหมอนกับ “คนหลงเวลา” จะประสบแต่ความคับข้องใจ เพราะ “คนหลงเวลา” จะล่าช้าแม้กระทั่งเข้านอนสาย ปล่อยให้ใครคนนั้นนอนโดดเดี่ยว เดียวดายอยู่คนเดียวจนกระทั่งหลับไปก่อน เลยอดเล่น “จ้ำจี้” กันก่อนนอน
ขอให้เข้าใจว่า “คนหลงเวลา” เป็นประจำ มิได้มีเจตนาจงใจกลั่นแกล้งใครหรอก คนตรงเวลา มักจะคิดเสมอว่า “คนหลงเวลา” ไม่มีการคิดคำนึงถึงคนอื่น ที่ต้องเฝ้ารอคอยอยู่ ความจริงมีอยู่แค่ว่า “คนหลงเวลา” มิได้ขาดความนับถือใครหรอก เพียงแต่ขาดความสามารถในการควบคุมเวลาของตนเองเท่านั้น
ดังนั้น ขอให้เก็บความไม่ชอบใจต่อ “คนหลงเวลา” ไว้ เพราะ การแสดงความรู้สึกฉุนเฉียว หรืออารมณ์โกรธออกมา จะมีก็แต่ ก่อให้เกิดแรงเสียดทาน อารมณ์เสีย เปล่า ๆ ทางที่ดี ลองชี้แจงให้ “คนหลงเวลา” ได้เห็นว่า ความใจเย็น ไม่ลงมือทำเมื่อสมควรแก่เวลา ได้ทำให้คนอื่นที่เกี่ยวข้องมีความรู้สึกอย่างไรบ้าง เช่น ความรู้สึกกระสับกระส่าย รวมทั้ง ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ได้รับการยอมรับนับถือหรือเกรงใจตามควร เป็นต้น
ในกรณีคู่ครองเรือน ฝ่ายตรงเวลาควรกำหนด ข้อตกลงปรับเอาโทษกับ “คนหลงเวลา” ไว้อย่างเป็น กิจลักษณะ เช่น หาก ล่าช้าไป 10 นาที “คนหลงเวลา” จะต้องชดเชยด้วยการจ่ายค่าอาหารมื้อค่ำของวันนั้น ทำงานเก็บกวาดบ้าน 1 วัน หรือต้องถูกปรับเป็นจำนวนเงินหนึ่ง สำหรับทุกนาทีที่ล่าช้า เป็นต้น
เจ็ด หาก “คนหลงเวลา” ยังเหนียวแน่นไม่ยี่หระต่อข้อแนะนำทั้ง 6 ข้อดังกล่าว ก็จะมีทางเลือกอยู่ทางเดียว ถือได้ว่าเป็น หมัดสุดท้าย คือ ให้ระบุกำหนดเวลานัดพบที่เลื่อนขึ้นมาจากที่เป็นจริงสัก 15 นาที เช่น สั่งนัดพบกันเวลา 9:45 น. แทนที่จะเป็น 10:00 น. เป็นต้น เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหาเสียเวลารอคอย ตลอดจนความรู้สึกไม่ดีต่างๆ ทั้งปวงของคนอื่นๆ
วิธีเยียวยา “คนหลงเวลา” ให้รับประทานอาหารที่มีโปรตีนสัตว์มากๆ นั้น พึงระวังการสะสมไขมันสัตว์ ที่ไม่เป็นมิตรต่อร่างกาย ส่วนข้อแนะนำเกี่ยวกับ การปรับเปลี่ยนทางพฤติกรรมนั้น ทั้ง 6 ข้อแรก คือข้อแนะนำที่ให้สำรวจตัวเองแล้วลงมือปฏิบัติเอง โดยยึดหลักการนำเอาความจริงมาคิดอย่างที่พระพุทธศาสนาได้สอนไว้ ส่วนข้อที่ 7 ท้ายสุดอาจไม่จำเป็นต้องใช้หาก “คนหลงเวลา” ไม่ดื้อรั้นและรู้จักควบคุมตัวเองได้สำเร็จ จะเห็นได้ว่า
“คน หลงเวลา” ไม่เพียงแต่จะล่าช้าอยู่เป็นประจำ แต่ยังก่อให้เกิด ความทุกข์ยากลำบากใจกับตัวเองและผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม อย่างไรก็ดี หากมุ่งมั่นปรับปรุงต้วเองได้สำเร็จตามข้อเสนอแนะดังกล่าว ก็จะสามารถนำความสุขใจและความสัมพันธ์อันดีมาสู่ตัวเองกับผู้อื่นได้ ไม่มากก็น้อย ในลักษณะ “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว.”
ที่มา www.pattayadailynews.com
