คุณแม่กนกวรรณใจเย็นๆ ค่ะ ลองอ่านบทความนี้ดูอาจช่วยแก้ปัญหาได้บ้างนะคะ

“ทำไมลูกไม่ยอมไปโรงเรียน” คำถามนี้คุณพ่อคุณแม่อาจต้องหาคำตอบว่าสาเหตุนี้มาจากอะไร ส่วนใหญ่เด็กจะเริ่มไปโรงเรียนเมื่ออายุ 5 ปี แต่ปัจจุบันเราจะพบว่าพ่อแม่ส่วนใหญ่ไม่มีผู้ช่วยดูแลลูก ดังนั้นเมื่อลูกอายุครบ 3 ปี อาจต้องให้ลูกเข้าโรงเรียน ซึ่งเด็กวัยนี้จะมีความกลัวการแยกจากพ่อแม่ กลัวคนแปลกหน้า หรือกังวลต่อสถานที่ใหม่ เมื่อพ่อแม่พาไปส่งที่โรงเรียนในตอนเช้า เด็กจะร้องไห้หรือกอดพ่อแม่ไว้ไม่ยอมปล่อยโดยเฉพาะในวันแรกที่ไปโรงเรียน เด็กจะร้องไห้มาก ต่อมาความกลัวจะค่อยๆลดน้อยลง และหายไปภายใน 2-3 เดือน เหตุการณ์เช่นนี้ถือว่าเป็นปกติ ถ้า เป็นในเด็กโต อายุ 10-14 ปี มักเกิดในช่วงเด็กเปลี่ยนโรงเรียน เปลี่ยนห้องเรียนหรือเปลี่ยนครูใหม่ช่วงเปิดเทอมใหม่ หรือหลังจากเด็กหายป่วย เด็กจะมีอาการปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย ในตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนทุกวัน แต่พอหยุดเรียน ไม่ได้ไปโรงเรียนอาการเหล่านี้จะหายไป หรือมีอาการซึม แยกตัวออกจากเพื่อน ส่วนมากแล้วเด็กมักมีอาการเริ่มต้นแบบค่อยเป็น ค่อยไป และเป็นเวลานาน อาการจะรุนแรง ซึ่งถือว่าผิดปกติต้องให้การช่วยเหลือเด็ก หากปล่อยไว้จะเรื้อรังยากแก่การแก้ไข

คุณพ่อคุณแม่ลองหันมาดูว่าลูกเป็นเช่นนี้และสาเหตุมาจากสิ่งเหล่านี้หรือไม่? ซึ่งมักมีสาเหตุหลายอย่างร่วมกัน มิใช่มาจากสาเหตุเดียวคือ

1. ความกลัวต่อการแยกจากพ่อแม่ ซึ่งเป็นบุคคลที่ตนรักมาก กลัวว่าพ่อแม่จะไม่มารับในตอนเย็น หรือเด็กมีน้องใหม่ และตนเองต้องแยกเข้าโรงเรียนคิดว่าพ่อแม่ไม่รักตน ยิ่งตนเองร้องไห้อาละวาดไม่ยอมไปโรงเรียนแล้วอาจถูกพ่อแม่ขู่ว่าจะไม่รัก จะทิ้งไว้ที่โรงเรียน ยิ่งทำให้เด็กกลัวและวิตกกังวลว่าพ่อแม่ทิ้งตนเองจริงๆ

2. พ่อแม่เลี้ยงลูกแบบปกป้องเกินไป หรือเด็กยังเล็กเกินไป ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ดีนัก การปรับตัวเข้ากับเพื่อนยาก เด็กจึงมีความรู้สึกไม่มั่นคงทางอารมณ์

3. พ่อแม่หรือครูมีความคาดหวังต่อเด็กสูงเกินไป ทำให้เด็กมีความกลัวว่าตัวเองจะทำได้ไม่ดีตามที่พ่อแม่หรือครูคาดหวังไว้ หรือเด็กทำดีมาตลอดแต่พลาดเพียงครั้งเดียว แล้วโดนดุก็จะทำให้เด็กกลัวและจะใช้วิธีถอยหนีโดยการไม่ยอมไปโรงเรียน

การช่วยเหลือแก้ไข

เมื่อทราบสาเหตุ และถ้าเป็นในเด็กเล็กซึ่งอาการจะค่อยลดลงถือว่าเป็นปกติ แต่ถ้าเด็กยังมีอาการไม่ยอมไปโรงเรียนถือว่าต้องให้การช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน เพื่อให้เด็กกลับเข้าโรงเรียนเร็วที่สุดเพราะยิ่งปล่อยให้หยุดเรียนนานเท่าใด ก็จะยิ่งทำให้เด็กกลับเข้าโรงเรียนได้ยากขึ้นและมีปัญหาทั้งด้านการเรียนและการปรับตัว วิธีการช่วยเหลือมีดังนี้

- รายที่เป็นเด็กเล็ก พ่อแม่ควรใช้วิธีการเล่นซ่อนหาหรือเล่นจะเอ๋ เช่น เด็กเอาผ้าปิดหน้าตัวเองเล่น แล้วดึงออกพร้อมกับพูดด้วยเสียงดีใจว่า “จ๊ะเอ๋” เด็กมักจะชอบใจ และชอบเล่นซ้ำๆ โดยไม่เบื่อ การเล่นซ่อนหานี้จะช่วยให้เด็กคิดว่าเมื่อพ่อแม่หายหน้าไปแล้วก็จะกลับมาเช่นเดียวกับการซ่อนหา ซึ่งจะทำให้เด็กคลายความกังวลหรือกลัวพรากจากพ่อแม่ได้

- เมื่อเด็กมีอาการเจ็บป่วยทางกาย เช่น ปวดศีรษะ อาเจียน พ่อแม่ควรพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อได้รับการตรวจวินิจฉัยที่แน่นอนว่าไม่ได้มีโรคทางกายซึ่งเกิดจากพยาธิสภาพจริงๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กแกล้งป่วย เพราะความกลัวหรือความเครียดจะทำให้เด็กรู้สึกเจ็บป่วยทางกายได้จริง พ่อแม่จะมีความมั่นใจว่าเด็กไม่มีโรคทางกายที่เป็นอันตรายและเด็กสามารถไปโรงเรียนได้อย่างปกติ

- พ่อแม่ต้องให้ความเข้าใจและแสดงความรักความเอาใจใส่เด็กเหมือนเช่นเดิม และยืนยันความมั่นใจแก่เด็กว่ายังรักลูกเหมือนเดิม มิได้ผลักไสไล่ส่งลูกให้ไปโรงเรียน แต่ว่าลูกโตพอที่จะเรียนรู้สิ่งที่อยู่นอกบ้านแล้วจึงให้ไปโรงเรียน

- พ่อแม่ควรมีท่าทีสงบ หนักแน่น จริงจังว่าเด็กต้องไปโรงเรียน และหลีกเลี่ยงการต่อรอง ทะเลาะ ข่มขู่ หรือลงโทษเด็ก ถ้าเด็กขัดขืน ดิ้น พ่อแม่ควรกอดเด็กไว้ และไม่โต้ตอบเด็กหรือทำให้เด็กเจ็บ และพาเด็กไปโรงเรียนเมื่อเด็กสงบลง พร้อมพูดให้กำลังใจเด็ก

- พ่อแม่ควรติดต่อครูที่โรงเรียน เพื่อร่วมมือให้ทราบปัญหาและร่วมมือกันช่วยเหลือเด็ก และครูควรมาคอยรับเด็กจากแม่เมื่อเด็กมาถึงโรงเรียน แสดงความรักความเอาใจใส่ทดแทนแม่ด้วยการโอบกอด ให้เด็กสนใจเพื่อนๆและการเล่นที่โรงเรียน พร้อมทั้งคอยปลอบเด็กและอยู่กับเด็กตลอดเวลาในระยะแรกๆ และครูควรมีท่าทีอ่อนโยนต่อเด็ก

เมื่อพ่อแม่ได้ให้การช่วยเหลือจนสำเร็จแล้วจะทำให้เด็กได้กลับเข้าโรงเรียน เด็กได้คลายความวิตกกังวลและความเครียด ก็จะทำให้เด็กมีความสุขกับพ่อแม่เหมือนเช่นเดิม