สวัสดีคะคุณ แสงแห่งความดี 5
อย่างที่เขียนในบันทึกว่า คนที่ชอบอ่านหนังสือ ไม่ใช่คนขี้เหงาค่ะ ระหว่างรอเวลาอะไรสักอย่าง ระหว่างเดินทาง ที่เราไม่ได้เป็นคนขับ เรารอได้อย่างไม่กระวนกระวาย เพราะเรามีหนังสือเป็นเพื่อนค่ะ
ดิฉันเคยไปรอเครื่องบินที่ล่าช้ากว่าเวลาที่กำหนด ตั้ง 3-4 ชั่วโมง ถ้าไม่มีหนังสือ คงแย่เลยค่ะ หงุหงิดตาย
ดังนั้น คุณจึงเป็นตัวอย่างที่ดีมากๆ ที่ใช้เวลารอคอย ให้เป็นประโยชน์
จำได้ว่า มี โครงการ รวมพลังรักการอ่าน ตั้งแต่ ท่าน น.พ.เกษม วัฒนชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขณะนี้ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้เป็นองคมนตรี รับหน้าที่ประธานโครงการ "รวมพลังรักการอ่าน" ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องการจะให้ภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชนร่วมแรงร่วมใจกันทำให้คนไทยรักการอ่านหนังสือ และขณะนี้โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว น.พ.เกษมจึงเป็นบุคคลหนึ่งที่จะตอบคำถามได้ดีว่า "พวกเราจะทำอย่างไรให้คนไทยรักการอ่าน"
ซึง คำตอบของท่านคือ.......ผมคิดว่ามาจากผลพวงการร่างรัฐธรรมนูญปี 2540 ได้มีการทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ และเกิดกระแสให้ประชาชนร่วมกันมองปัญหาบ้านเมือง พวกเรามองด้านการศึกษา ก็มาถึงการร่าง พ.ร.บ.ปฏิรูปการศึกษา
ถามว่าตอนนี้คนของเราอยู่ที่ไหน พอสำนักงานสถิติแห่งชาติโยนตูมลงไปให้ประชาชนรู้ว่า คนไทยอ่านหนังสือโดยเฉลี่ย 3 นาทีต่อคนต่อปี คนก็ตกใจกันหมดว่าเป็นไปได้อย่างไร
นี่คือกระบวนการที่ทำให้คนไทยตระหนักว่า เราต้องช่วยกัน จะให้กระทรวงศึกษาธิการทำฝ่ายเดียวไม่ได้ จะให้โรงเรียนทำอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันเกิดภาวะสะท้อนกลับไปยังพ่อแม่ที่ถามตัวเองว่า พ่อแม่จะช่วยอะไรได้บ้าง
นักการศึกษาเอย หมอเอย จะจัดกลุ่มกันไหม อย่างสมาคมไทยสร้างสรรค์ก็มีการจับกลุ่มกันไปทำที่ขอนแก่น มีมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก ที่เพิ่งตั้งเมื่อปี 2544 บอกว่าเรามาช่วยกันดีไหม รวมทั้งหนังสือพิมพ์มติชนเองก็มีโครงการระดมทุนหาหนังสือให้ห้องสมุด ผมคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้คนไทยคิดตรงกันว่า เราต้องให้ความสำคัญกับเรื่องการแสวงหาความรู้หรือการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนรวมทั้งคนไทยด้วย จึงได้มีโครงการรวมพลังรักการอ่านขึ้น
พอดีไปเจอ เว็บของโรงเรียนแห่งหนึ่ง กำลังทำโครงการนี้อยู่พอดี มีรายละเอียด ที่น่าสนใจ ที่นี่ค่ะ