ความเห็น


ขอตอบคำถามของคุณ Maxymillion ที่ได้กรุณาถามในบอร์ดพันธุ์ทิพย์นะครับ ถามมาว่า :

ถามต่อว่า แล้วอะไรล่ะ ที่ไปรู้ว่าเห็นภาพกายต่างๆ?

คำตอบก็คือจิต ที่ไปเห็นภาพกายต่างๆ

ยิ่งเห็นต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ มีอารมณ์เดียวไปเรื่อยๆ

ก็แปลว่าเป็นสมถะ ที่เป็นเรื่องของการหน่วงอารมณ์

เมื่อมีการหน่วงอารมณ์ จิตก็จะอยู่กับอารมณ์เดียวเท่านั้น

เมื่อจิตอยู่กับอารมณ์เดียว ก็จะไม่เห็นการเกิดดับใดๆทั้งสิ้น

แล้วจะรู้ได้อย่างไรครับว่า ทุกสิ่งไม่เที่ยง

ในเมื่อเห็นกายในกายอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา

ในเมื่อไม่เห็นไตรลักษณ์คือความเกิดดับ เนื่องจากเห็นกายในกายตลอด

ไม่เห็นความทุกข์ ไม่รู้ทุกข์ เนื่องจากอารมณ์แช่มชื่นตลอด

ไม่เห็นความเป็นอนัตตา กายใจบังคับไม่ได้ เนื่องจากต้อง "ให้หยุด" คือบังคับให้ใจหยุด

แล้วจะนับเนื่องเป็นวิปัสสนา คือเรื่องสติปัฎฐานได้อย่างไรครับ?

อนึ่ง กายในกาย อยู่ในส่วนของอานาปานบรรพ กายานุปัสสนา

กายานุปัสสนา เป็นเรื่องของการรู้กายล้วนๆ

ที่การที่ภาพกายซ้อนกายที่เห็นผ่านทางใจนั้น

เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ไม่สามารถนับเนื่องกับเรื่องกายานุปัสสนาได้เลยครับ

เนื่องจากไม่ได้รู้กายจริงๆ แต่ไปรับรู้มโนภาพแทน

=========================================

ท่านผู้อ่านนั่งหลังตรงหรือไม่ หายใจออกหรือเข้า สั้นหรือยาวครับ?

=========================================

จากคุณ : Maxymillion (Maxymillion) - [ 16 พ.ค. 52 ]

การพยายามคิดแทนผู้ฝึกสมาธิวิชชาธรรมกายตามที่คุณMaxymillion ได้แสดงความเห็นมานั้น แปลว่าไม่มีความเข้าใจในการปฏิบัติในกรณีนี้เลยนะครับ

สมถะตามหลักพระพุทธศาสนา เป็นของที่คู่กับวิปัสสนา เป็นกำลังให้วิปัสสนา การรวมใจหยุดเป็นจุดเดียวกันแล้วเห็นกายในกาย ไม่ใช่เป็นเรื่องของรูปนิมิต แต่เป็นการเห็นกายที่ซ้อนเข้าไปเป็นชั้นๆ กายในกายเหล่านี้มีชีวิตจิตใจ มีนามรูปให้เราพิจารณาได้ไม่แตกต่างจากกายมนุษย์ เมื่อเห็นกายในกายได้ก็สามารถพิจารณาวิปัสสนาให้เห็นพระไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงได้ เพราะกายในกายเป็นอุปการะ

ทำไมไปคิดเอาเองว่า การเห็นกายในกายเห็นอนิจจังไม่ได้ การเห็นกายในกายนี่แหละที่ทำให้เข้าถึงพระไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงได้ เรื่องของเรื่องก็คือท่านเข้าใจผิดไปเอง คิดว่าผู้ฝึกธรรมกายไปติดในรูปนิมิตและไม่ยึดอัตตา ซึ่งไม่เป็นความจริงเลย ท่านเข้าใจไปเอง

ใจหยุดใจนิ่งคือ ตัวสมถะ ไม่ต้องบังคับนะครับ เราปฏิบัติตามหลักพระศาสนา อย่าได้ใส่อคติลงไปเลย ท่านจะคิดเอาเองว่าคนฝึกไม่เหมือนท่านคือไม่ถูกต้องก็สุดแล้วแต่...แต่ท่านก็ไม่เคยเข้าถึงสภาวะธรรมเช่นนี้ ท่านเคยรวมใจหยุดเป็นจุดเดียวจนกระทั่งเกิดเป็น จิตตังภาวิยะติไหม จิตเคยเป็นขึ้นไหม...?

ขอร้องว่าถ้าไม่รู้จริงก็อย่าตีความให้เกิดการไขว้เขวใดๆ เลยครับ ผู้ฝึกธรรมกายต้องพิจารณาพระไตรลักษณ์ตามความเป็นจริงอยู่แล้ว การเห็นกายในกายก็แปลว่าเราไปรู้เห็นเรื่องของอนุสัยอันเป็นกิเลสอย่างละเอียดที่ซ่อนตัวอยู่ในขันธสันดานที่ซับซ้อนที่สุด จงปฏิบัติให้เข้าถึงกายในกายแล้วท่านจะเข้าใจได้ว่า กายในกายนั้นสามารถน้อมเข้ามาพิจารณา สมถะ-วิปัสสนา ได้อย่างแน่นอนครับ

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี