ลองโหลดไฟล์หลักสูตรไปอ่านดู ทำให้ผมนึกถึงงานที่ผมเคยทำให้กับทาง Microsoft เมื่อ 10 กว่าปีก่อน ตอนนั้น ผมทำคู่มือภาษาไทยในการใช้โปรแกรม Microsoft Office (เป็นคู่มือเล่มที่เขียนเป็นภาษามนุษย์มากที่สุด) อยากจะขอแชร์แนวคิดของเขาให้อ่านกันนะครับ

คู่มือของ Microsoft มีชื่อว่า Getting Result with Microsoft Office เป็นคู่มือเล่มแรกที่ Microsoft เปลี่ยนวิธีการเขียนคู่มือ คู่มือนี้ต่างจาก Help ตรงที่ เขาเน้นว่า จะทำงานให้สำเร็จ หรือได้ผลลัพธ์ ด้วย MS Office ได้อย่างไร

ผมได้ฟังเขา brief ว่า ก่อนที่จะได้เป็นคู่มือออกมา เขามีการทำวิจัย สอบถามผู้ใช้ว่า ใช้ MS Office ทำงานอะไรบ้าง ผลคือ

- ทำจดหมาย

- ทำ Memo

- ส่ง Fax

- ทำรายงาน

- พรีเซนต์

เป็นต้น

จากนั้น เขาก็ออกแบบเนื้อหาเพียงประมาณไม่เกิน 6 หน้า ในการทำงานแต่ละอย่างข้างต้นให้เสร็จ พร้อมทั้งสอดแทรกความรู้ที่อาจเป็นระดับ advance ใส่เข้าไปด้วย เช่น การส่ง fax ก็จะสอนถึงการใช้เทมเพลต การจัดทำเอกสารต้นฉบับ และท้ายสุด วิธีส่ง fax จากโมเด็มในเครื่องคอมพ์ (ไม่ต้องพิมพ์ออกเครื่องพิมพ์เพื่อไปใส่ในเครื่อง fax)

วิธีนี้มีข้อดีสำคัญ คือ ผู้เรียนสามารถทำงานได้บรรลุตามต้องการ โดยใช้เวลาเรียนรู้น้อยกว่าวิธีเดิมๆ มาก (เพราะคัดเลือกสิ่งที่ต้องรู้ในการทำงานให้สำเร็จ)นี่เหมาะกับคนไทยเรามาก เพราะคนไทยเราไม่ค่อยอดทนในการเรียนรู้ ชอบอะไรที่ไวๆ มักเรียนรู้จากตัวอย่าง ดังนั้น หากเรายังสอนด้วยวิธีเดิม แนวคิดเดิม ก็จะได้ยินคำบ่นว่า "เรียนไปตั้งมาก แต่เอามาใช้ไม่เป็น" หรือ "ไม่รู้เรียนไปทำไม ไม่เห็นได้ใช้เลย" เป็นอย่างนี้ไม่เปลี่ยนเลย

ผมเคยนำแนวคิดนี้ไปต่อยอด โดยผมเห็นว่า นอกเหนือจากสอนการใช้โปรแกรมแล้ว สิ่งที่ผู้เรียนจะต้องรู้ ยังมีเพิ่มเติมอีกหลายอย่าง เช่น

- กระบวนการ และขั้นตอนการทำงาน ที่ควรจะเป็น ทั้งก่อนที่จะลงมือใช้คอมพ์ และหลังจากที่ใช้คอมพ์ทำเสร็จแล้ว

- ความรู้รอบข้างเกี่ยวกับงานนั้น เช่น หากจะทำรายงาน ควรจะเลือกใช้ฟอนต์แบบไหน รูปแบบหน้าตาของเลย์เอาต์ควรเป็นอย่างไร การเลือกใช้คู่สี เป็นต้น

ซึ่งผมบอกกับผู้เรียนไปว่า ใช้โปรแกรมคอมพ์เป็นก็ถือว่าเก่งระดับหนึ่ง หากรู้ว่าจะใช้โปรแกรมอย่างไรเพื่อให้ได้งานที่ต้องการ ถือว่าเก่งกว่า และหากรู้ว่าทำอย่างไรแล้วงานออกมาดีกว่าคนอื่น นั่นก็เก่งไปอีกขั้น เหมือนคนที่ใช้โปรแกรม Word ทำรายงานออกมาได้ แต่ทำไมบางคนทำออกมาสวยงามเหมือนมืออาชีพ ประมาณนั้น

การสอนแบบนี้ อาจดูไม่เป็นหลักสูตร แต่ความจริงแล้ว หากวางแผนโดยรวมดีๆ ก็จะครอบคลุมสาระความรู้แบบเดียวกับหลักสูตรแบบเก่า แต่ได้ความรู้เสริมมากมาย ซึ่งคนที่จะวางหลักสูตรแบบนี้ได้ ต้องอาศัยผู้มีความรู้ในหลายๆ แขนงมาร่วมกัน เช่น หากจะให้งานสวย ต้องเอาครูศิลปะมาร่วมแนะนำ เป็นต้น

หากสนใจแนวการสอนแบบนี้ อีเมล์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้ครับ

ด้วยความยินดี