ยังคงชื่นชม มูลนิธิข้าวขวัญอยู่เสมอ และเป็นแบบอย่างในการคิดและดำรงชีวิตของผมด้วย เพราะความรู้ที่ข้าวขวัญมีและพร้อมให้กับผู้อื่นนั้น เป็นความรู้ที่มีชีวิต มีหน้าตาเป็นมนุษย์ เพราะใส่ใจต่อคนและวิถีชีวิตของคนที่ได้รับความรู้และเทคนิคของข้าวขวัญไปพร้อมๆกันไปกับการพัฒนาเทคนิคนั้นๆด้วย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ทำให้การทำงานของข้าวขวัญนั้นเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง  มากกว่าการพัฒนาเป็นความรู้ที่มุ่งแต่เทคนิคให้ผลผลิตดีขึ้นแต่อย่างเดียวแต่ไม่เคยเห็นหัวคนอย่างการพัฒนาลูกผสมที่ปัจจุบันเอาเมล็ดพันธุ์ผักของเกษตรกรลงกระป๋องมาขายเกษตรกรให้ซื้อปัจจัยการผลิตแพงๆกันหมดแล้ว นอกจากนั้นในอนาคตยังพลัดพรากพันธุ์พืชที่ผูกพันดังแม่ให้ออกไปจากอ้อมอกของเกษตรกรอีก เพียงเพราะตัดแต่งพันธุกรรมนิดหน่อยก็บอกว่าพืชพันธุ์นี้เป็นของฉัน ของบริษัทที่ให้เงินฉันวิจัย บริษัทของฉันก็เอาไปจดสิทธิบัตรเป็นเจ้าของเพื่อนำไปผลิตมาขายเกษตรกรได้ พืชพันธุ์ที่เคยเป็นของเกษตรกรและชุมชนทั่วโลกก็ต้องถูกแปรสภาพกลายเป็นสินค้าที่กลับมาขูดรีดเลือดเนื้อและน้ำตาจากผู้ที่เคยปกปักรักษาและเคารพพันธุ์พืชเหล่านั้นดังแม่ที่รักเอาไว้ให้อยู่คู่ชีวิต 
     การที่ข้าวขวัญได้ทำเช่นนี้แสดงออกให้เห็นถึง การมีความรัก มีความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลแก่กัน ทำให้เห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่และการได้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เพราะข้าวขวัญไม่ได้ใส่ใจที่เทคนิคเกษตรแต่อย่างเดียว แต่ใส่ใจถึงการแบ่งปันความรู้เพื่อสร้างสรรค์ปัญญาอย่างทวีคูณ(synergy) เพราะความรู้ต่างๆที่ข้าวขวัญได้แบ่งปัน และชุมชนต่างๆที่เข้ามาร่วมเรียนรู้นั้น ได้ลงหลักฝังลึกในตัวคน งอกงามงอกเงยก่อเกิดเป็นปัญญาให้กับแต่ละคน เกิดการพัฒนาที่ไม่รู้จบต่อไปในอนาคต เกิดการพึ่งตนเองและพึ่งพากันเองให้แผ่ไพศาลออกไปในทุกหย่อมหญ้า เพราะความรัก ความเอื้อเฟื้อเกื้อกูลที่มีให้แก่กันที่เป็น แก่นของการจัดการความรู้นี้ได้ฝังรากงอกงามไปทั่วทุกอณูของหัวใจของคนทุกคนที่ได้รู้จักข้าวขวัญและเพื่อนร่วมทางอื่นๆของข้าวขวัญแล้ว

     ขอให้รักษาและพัฒนาความสุขยิ่งๆขึ้นไปตลอดปีใหม่นี้ครับ