P พี่ศศิ คะ

น้องยกให้เป็นเครดิตพ่อของลูกค่ะ สำหรับการเฝ้าอธิบาย วางแผนเรื่องการเรียน ชนิดให้ลูกเติบโตขึ้นมาแล้วสามารถดำรงตน เป็นคนดี มีวิสัยทัศน์ มีวินัย

        ยอมรับตรงนี้ว่า แม่เป็นคนที่ชอบใจอ่อนกับลูก

        เมื่อแรกเริ่ม ตอนนั้นลูกอายุประมาณสองปีแปดเดือน พ่อพาแม่ลูกและพี่เลี้ยงที่ต้องไปเล่นกับลูกด้วย ระหว่างที่พ่อแม่ ขอเข้าพบคุณครูท่านหนึ่งที่โรงเรียนแห่งนี้ (ที่พ่อเลือกเตรียมไว้ให้ลูกได้เข้าเรียนตอนสิบขวบ!) เพื่อขอทราบนโยบาย แนวทางการสร้างเด็กนักเรียน หรือปรัชญาโรงเรียนนั่นเอง

แม่ ดื้อเงียบมาโดยตลอด ไม่เห็นด้วย เราอยากอยู่กับลูก เราอยากดูแลเขาเอง เราอยาก...หลายต่อหลายสิ่ง

หัวอกคนเป็น แม่ ด้วยกันคงเข้าใจทุกคน

         คุณพ่อขายาวคนนี้ พาลูกและแม่ไปสมัครเป็นสมาชิกโรงเรียนไว้ก่อน เพื่อมีโอกาสเข้าชมกิจกรรมโรงเรียน มีโอกาสศึกษาโรงเรียนไว้ก่อนทางวารสารของโรงเรียนและเวบไซต์โรงเรียน

          หนังสือที่เรา-ผู้เป็นแม่ได้รับมาอ่าน เช่น
"พ่อแม่ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า"
"เพลิน..Play+Learn" ...
หลายเล่มค่ะ

 

จนกระทั่งเวลามาถึง ไวเหมือนติดปีก

แม่นอนไม่หลับหลาย ๆ คืน

ลูกมีงอแง บ้างประสาเด็ก  แต่คุณครูบอกว่าเขาป็นคนเดียวของชั้นในหอพักเดียวกันที่ไม่เคยร้องไห้ หรือ เครียดลงกระเพาะ

เมื่อเวลาผ่านได้ครึ่งปี เราสามคนประชุมกัน โดยให้ลูกเป็นตัวหลัก

ประเมินว่า ข้อดี-ข้อด้อย อย่างไหนมากน้อยกว่ากันเท่าไร

สู้ หรือ ถอย

 

ลูกบอกว่า "ข้อด้อยมี แต่หักลบแล้ว เขาว่าข้อดีมีมากกว่า"

1.เขาไม่ต้องเดินทางนานในรถ เหมือนที่เขาเคยได้ยินผู้ใหญ่หรือการ์ตูนขายหัวเราะแซวไว้

2.เขาได้ออกกำลังกายทุกวัน

3.เขามีเวลาอ่านหนังสือมากมาย* ข้อนี้เขาให้เป็นข้อดีข้อใหญ่ของเขา 

4.เขามีความภูมิใจในโรงเรียนของเขา

.....เมื่อคิดทบทวนแล้ว เราสามคนจึงมีความสุข แม้ว่าบางวัน บางคืน เราต่างพักอยู่กันคนละสถานที่

เรากลับมาเขียนจดหมายมือคุยกัน..กลายเป็นได้มีจดหมายมือ เก็บเป็นประวัติศาสตร์

 

ข้อขัดข้องมี ไม่ใช่ไม่มี เช่นเวลาลูกป่วย, แม่ป่วย...

..แต่ว่าไงว่าตามกันค่ะ..

เพราะเราสามคนเป็น "ทีม" เดียวกัน

 

คุณพ่อสรุป แถมท้ายว่า แผนของเรา ยืดหยุ่นได้...

ขอบคุณพี่ศศิค่ะที่ตามอ่านจนน้องได้นั่งทบทวนไปไกล...เชียว