Myasthenia  gravis หรือ MG

โรค MG ใครพอมีคำอธิบายได้บ้าง อยากได้คำตอบที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรคนี้ มีทางใดที่จะรักษาให้หายเป็นปกติได้บ้าง?

การรักษา สำคัญอยู่ที่ผู้ป่วยและแพทย์ต้องร่วมมือกัน ต้องมียาติดตัวตลอด   พยายามเลี่ยงความเครียด ความร้อน  (ตัวที่กระตุ้นให้เกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้นต้องเลี่ยงค่ะ)

คุณหมอให้ยาตามอาการของโรคค่ะ ถ้าเราสังเกตว่าอาการเริ่มหนังตาตก กลืนอาหารลำบากต้องรีบรับประทานยาค่ะ(mestinon)

ไม่ต้องรอเวลาในชั่วโมงถัดไปนะคะเดี๋ยวจะหายใจไม่ไหวต้องส่งโรงพยาบาล หรือ อาจสำลัก ได้

ฤทธิ์ข้างเคียงของยา  อาจทำให้ปวดท้อง  คลื่นไส้อาเจียน ถ่ายเหลวต้องบอกหมอนะคะ

บางคนรำคาญตัวเองน้ำลายมากต้องบ้านตลอด บางคน เสียงขึ้นจมูกค่ะ

(มีญาติเป็นค่ะ)ผ่าตัดต่อมไทมัสออกก็ดูอาการ เข้าออกโรงพยาบาลและมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงบ่อย ใช้เวลานานเหมือนกันค่ะ เป็นปี  แต่อย่าท้อนะคะ มันอยู่ที่ตัวเราแล้วค่ะว่าต้องสู้ สู้แล้วต้องดีขึ้น

สิ่งที่ทำให้เราหมดกำลังใจต้องพยายามอย่าเอาเข้ามมาในชีวิตค่ะ ทุกเวลา ต้องคิดเสมอว่าฉันต้องผ่านไปให้ได้

ขณะนี้ญาติดิฉันดูแลตนเองได้ค่ะ  ทำงานได้(ใช้เวลาค่ะ)

ไมแอสทีเนียเกรวิส

ชื่อ

ไมแอสทีเนียเกรวิส

ลักษณะทั่วไป

ไมแอสทีเนียเกรวิส เป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายสองเท่า มักเริ่มมีอาการครั้งแรกในช่วงอายุ 20-30 ปี ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อบางส่วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณใบหน้า (เช่น ตา ปาก)

สาเหตุ

- มีสาเหตุเนื่องจากความผิดปกติของการทำงานของกล้ามเนื้อ (โดยที่กระแสประสาทไม่สามารถส่งทอดไปสั่งการให้กล้ามเนื้อทำงานได้) ส่วนสาเหตุของความผิดปกติดังกล่าวยังไม่เป็นที่ทราบกันแน่ชัด บางคนเชื่อว่ามีความสัมพันธ์กับออโตอิมมูน (autoimmune) หรือภูมิต้านทานที่เกิดกับอวัยวะของตัวเอง โรคนี้อาจพบร่วมกับคนที่มีต่อมไทมัส (thymus gland) โต

อาการ

ที่พบได้บ่อย คือ อาการหนังตาตก (ตาปรือ) ซึ่งมักเกิดเพียงข้างเดียว นอกจากนี้อาจมีอาการตาเข เห็นภาพซ้อน ถ้าเป็นมากขึ้น อาจมีอาการพูดอ้อแอ้ กลืนลำบาก พูดเสียงขึ้นจมูก หรืออาจมีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่ายร่วมด้วย อาการเหล่านี้มักเป็นตอนสาย ๆ หรือตอนบ่าย โดยที่ตอนเช้ายังเป็นปกติดี ครั้งหนึ่ง ๆ จะเป็นอยู่นานหลายวัน ถึงหลายสัปดาห์ แล้วหายได้เอง แต่อาจกำเริบได้อีก ในรายที่เป็นมาก อาจมีอาการอ่อนแรงของแขนขาบางส่วนจนลุกขึ้นยืนหรือเดินไม่ได้ และถ้าเป็นรุนแรงก็อาจทำให้กล้ามเนื้อช่วยหายใจเป็นอัมพาต หยุดหายใจตายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ช่วง 2 ปีแรกหลังมีอาการ ถือว่าเป็นช่วงวิกฤตที่อาจเกิดอันตรายได้มาก แต่ถ้าเป็นนานเกิน 10 ปีขึ้นไป อาการก็มักจะไม่รุนแรง อาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อ มักจะเป็นมากขึ้น หลังเป็นไข้หวัด ตื่นเต้นตกใจ ร่างกายเหนื่อยล้า นอนไม่หลับ ขณะมีประจำเดือน หลังกินอาหารพวกแป้งหรือน้ำตาลมาก หรือหลังดื่มเหล้า

สิ่งที่ตรวจพบ

หนังตาตก อาจมีอาการอ่อนแรงของแขนขาบางส่วน

อาการแทรกซ้อน

กล้ามเนื้อช่วยหายใจเป็นอัมพาต หยุดหายใจได้

การรักษา

หากสงสัย ควรแนะนำไปโรงพยาบาล เพื่อทำการทดสอบโดยการฉีดนีโอสติกมีน (Neostigmine) 1.5 มิลลิกรัมเข้าใต้หนัง หรือฉีดเทนซิลอน (Tensilon) 10 มิลลิกรัม เข้าหลอดเลือดดำ ซึ่งจะทำให้อาการดีขึ้นทันที ถ้าเป็นโรคนี้จริงควรให้นีโอสติกมีน ขนาด 15 มก. วันละ 4 ครั้งๆ ละ 1 เม็ดหรือ เมสตินอล (Mestinon) ขนาด 0.6-1.5 กรัมต่อวัน แบ่งให้ทุก 3-4 ชม. ในรายที่ตรวจพบว่ามีต่อมไทมัสโตร่วมด้วย อาจต้องผ่าตัดเอาต่อมนี้ออก ซึ่งอาจจะช่วยให้อาการดีขึ้น ถ้าการรักษาด้วยวิธีดังกล่าวไม่ได้ผล ควรให้สเตอรอยด์

คำแนะนำ

1. โรคนี้มักเป็น ๆ หายๆ เรื้อรัง ควรติดต่อรักษากับแพทย์เป็นประจำ โดยทั่วไปเมื่อมียากิน ก็มักจะไม่มีอาการและสามารถทำงานได้เป็นปกติทุกอย่าง 2. ผู้ที่เป็นโรคนี้ ควรพกยาฉีดนีโอสติกมีนติดตัวไว้ฉีดเวลามีอาการรุนแรงก่อนที่จะเดินทางถึงโรงพยาบาล

http://student.nu.ac.th/bigger/Show_syn.asp?id_d=d79