สวัสดีค่ะคุณหมอเล็ก และ"แม่มัท" : )
ขอบพระคุณมากสำหรับบันทึกที่น่ารักและชวนสนทนามากบันทึกนี้นะคะ คุณหมอเล็กชวนคุยเรื่องลึกซึ้งได้สนุกจริงๆ พี่แอมป์มีความรู้ทางธรรมน้อยมาก มีแต่ใจที่อยากรู้ธรรม รู้แล้วเย็นใจดี ดีใจจังที่คุณแม่น้องเจแวะมาร่วมสนทนาธรรมด้วยกันนะคะ หลานชายพี่ได้ สัปปายะ ที่ดีน้าพี่ว่า โดยเฉพาะ ปุคคลสัปปายะ : )
พี่แอมป์ฟังมัทเล่าเรื่องการเจริญสติแล้วชอบทุกที คือของพี่ไม่ใคร่ได้ทำเท่าไหร่ อาศัยการ"ระงับอารมณ์ข่มใจ"มากกว่าการ"ตามดูรู้เท่าทันกระบวนการ"ของอารมณ์และจิต ออกแนวตะวันตกมากกว่าตะวันออก อิอิอิ
ตานี้พี่ลิ้งก์มามั่ง คือไปเจอเรื่อง"การดูจิต"ในการสนทนานี้เข้าโดยบังเอิญ อ่านแล้วก็คิดไปเองว่าเข้าใจหน่อยๆ ทีนี้ก็เลยขำตัวเอง จะว่าไปแล้วที่จริงพี่ยังไม่เคยปฏิบัติธรรมด้วยซ้ำ มีแต่อ่านเอาทั้งนั้น และที่เคย"รู้สึก"เอาเองก็เป็นแบบบังเอิญ ....แต่รู้สึกแล้วก็สบายใจดี
พี่เคยรู้สึกโศกเศร้าแบบนางเอกมิวสิคอยู่ช่วงหนึ่ง เปลืองทิชชูมาก อยู่มาวันหนึ่งเกิดรู้สึกนึก(หรือคิดก็ไม่รู้)ขึ้นมาเฉยๆว่า เอ้า..เศร้าต่อซิ ทำไมไม่เศร้าต่ออีกหน่อย แน่ะ..งงอยู่ทำไม เศร้าต่อเร้ว... เอ้าร้องเลย ....
ตานี้มันไม่ยักกะร้องแฮะ คือรู้สึกว่ามีอะไรอีกอันมาบอกอันที่เศร้าๆอยู่เมื่อตะกี้ แล้วอันที่เศร้ามันก็หยุดไปเหมือนปิดสวิตช์ ถ้าเป็นดาราคงโมโหน่าดู เพราะจู่ๆอารมณ์ที่บิวท์มาอย่างดีมันหายกึกไปหน้าตาเฉย แบบว่าพี่ก็เลยงงๆอย่างที่ว่าเนี่ยนะคะ
สรุปว่าพี่แอมป์ไม่มีข้อสรุปสำหรับเรื่องนี้เพราะไม่รู้ว่ามันคืออาการอะไร แต่ขอยืนยันว่าพี่ยังคงอยู่ได้ปกติดีมาจนทุกวันนี้ : ) และความรู้สึกที่ว่านี้ก็นานๆเกิดที หลังจากเกิดแล้วก็ขำตัวเองทุกทีว่าอารมณ์นี่ก็เหมือนสวิตช์ ถ้าจังหวะดีๆ กดเจอปุ่มปิดมันก็ดับได้เอง อ่า....พูดไปแล้วก็ดูเหมือนเพ้อเจ้ออย่างไรก็ไม่ทราบแต่พี่ก็อยากเล่าอย่างที่เจอนี่นะจ๊ะ
พี่แอมป์ชอบตรงที่มัทบอกว่า "ไม่ซีเรียสมากเพราะมีวิธีของตัวเองที่เข้าใจอยู่เองจากอาจารย์หลายๆท่านที่สอนมา " เพราะพี่ก็เชื่อว่าแต่ละคนจะหาวิธีของตนจนเจอ แต่ละคนคงมีวิธีที่เหมาะกับตัวเอง ส่วนจะพัฒนาไปได้เพียงไรก็คงต้องมีอาจารย์มีผู้รู้จริงชี้แนะ ซึ่งก็นับเป็นกุศลแก่ชีวิตอย่างยิ่ง
ขอบคุณคุณหมอเล็กมากนะคะ ที่เริ่มต้นให้เกิดการสนทนาวิสาสะกันอย่างสบายใจเช่นนี้ : )
และขอบอกว่ายินดีกับมัทด้วยใจจริงในความสุขแบบครอบครัวอบอุ่น ....ซึ่งฟังแล้วชื่นใจนักนะคะ : )