การบริหารการเรียนการสอน

1. การกำหนดประสบการณ์การเรียนรู้

ธำรง บัวศรี (2545, หน้า 240) กล่าวว่า ในการจัดทำหลักสูตรนั้นมิใช่ว่าเมื่อกำหนด จุดประสงค์และเนื้อหาวิชาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นอันเสร็จสิ้น นักพัฒนาหลักสูตรจะต้องดำเนินการต่อไปจนแน่ใจว่าสิ่งที่กำหนดขึ้นไว้แล้วนั้นสามารถนำไปปฏิบัติได้ นั่นคือสามารถนำหลักสูตรไปใช้สอนได้ เมื่อเป็นดังนี้จึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่าการที่จะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปตามจุดประสงค์ ถ้าสังเกตดูก็จะเห็นว่าทุกครั้งที่มีการเรียนรู้เกิดขึ้นทั้งผู้เรียนและผู้สอนจะต้องมีการกระทำอะไรบางอย่างเสมอ การกระทำนี้เราเรียกว่ากิจกรรม (Activities) หน้าที่ของผู้สอนก็คือจัดให้ผู้เรียนได้กระทำกิจกรรมที่เหมาะสมโดยยึดจุดประสงค์เป็นเป้าหมาย การที่ผู้เรียนจะเรียนรู้สิ่งใดก็ต้องดูว่าพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ถ้าเปลี่ยนไปอย่างถาวรตามจุดประสงค์ก็แสดงว่า ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้แล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องดูทุกด้านไม่ว่าด้านร่างกาย เจตคติ ทักษะและความรู้ความเข้าใจ สิ่งเหล่านี้เราถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งสิ้น

ขออธิบายเพิ่มเติมว่าการเรียนรู้นั้นเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในตัวผู้เรียน เราไม่อาจมองเห็นได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเวลาที่มีการสอนบทเรียนบทหนึ่ง เมื่อสอนจบลงผู้สอนก็พูดได้เพียงว่าได้สอนจบแล้ว แต่ผู้เรียนจะเรียนรู้หรือไม่นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่งในขณะนั้น ไม่มีหลักฐานอะไรที่แสดงว่า ผู้เรียนหรือถ้ามีก็ไม่ทราบว่าได้เรียนรู้มากน้อยเท่าใด ถ้าต้องการทราบก็จะต้องทดสอบ และจากการกระทำของผู้เรียนในการทดสอบ ผู้สอนจึงจะสามารถประเมินได้ว่าผู้เรียนได้เรียนสิ่งที่ต้องการให้มากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตามปัญหาที่ควรทราบก็คือ การเรียนรู้เกิดขึ้นได้อย่างไร เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับกิจกรรมและประสบการณ์ (Experiences) โดยเฉพาะประสบการณ์ที่มีบทบาทเกี่ยวกับการเรียนรู้มา เพราะประสบการณ์เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ ดังนั้น เมื่อได้เลือกเนื้อหาแล้วก็จำเป็นต้องพิจารณาด้วยว่าจะจัดประสบการณ์อะไรและอย่างไรให้กับผู้เรียน จึงจะเกิดการเรียนรู้ตามที่ตั้ง จุดประสงค์ไว้

1.1 ความหมายของประสบการณ์

ธำรง บัวศรี (2545, หน้า 241-243) กล่าวว่า ถ้าจะให้เกิดการเรียนรู้จะต้องกระทำกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเสียก่อน ดังนั้น สิ่งแรกที่เราควรศึกษาก็คือ ต้องรู้ว่ากิจกรรมการเรียนรู้ (Learning Activities) คืออะไร แตกต่างกับประสบการณ์การเรียนรู้ (Learning Experiences) อย่างไร

กิจกรรมการเรียนรู้ หมายถึง การกระทำต่าง ๆ ที่นำไปสู่การเรียนรู้ของผู้เรียนหรือทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมทั้งผู้เรียนและผู้สอน ตัวอย่างเช่น การถาม การอธิบาย การใช้สื่อ การสอน การนำผู้เรียนออกไปศึกษานอกสถานที่ การแสดงภาพหุ่นจำลอง การใช้แผนภูมิ ฯลฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมของผู้เรียน ถือว่าเป็นกิจกรรมการเรียนรู้ เพราะทำให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ ในทำนองเดียวกัน การฟัง การพูด การคิด การสังเกต การวาด ฯลฯ ซึ่งเป็นกิจกรรมของผู้เรียนก็ถือว่าเป็น กิจกรรมการเรียนรู้

คราวนี้มาพิจารณาเรื่องประสบการณ์ดูบ้าง เมื่อพูดถึงประสบการณ์เราไม่ได้มองในแง่ของกิจกรรม แต่มองในแง่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับกิจกรรมนั้นๆ เมื่อเกิดปฏิสัมพันธ์ขึ้น พฤติกรรมของผู้เรียนจะเปลี่ยนไปและเกิดการเรียนรู้ขึ้นพึงสังเกตว่าในเวลาที่ผู้เรียนร่วมในกิจกรรมต่างๆ นอกจาก ผู้เรียนจะเกิดความรู้ความเข้าใจแล้ว ยังมีอีกหลายอย่างที่เกิดขึ้นในขณะเดียวกันด้วย เช่น เกิดความสำนึก รู้สึก มีความยินดี ยินร้าย พอใจ ไม่พอใจ ฯลฯ สมมุติว่าผู้สอนบอกให้ผู้เรียนชี้ที่ตั้งของจังหวัดนครสวรรค์ในแผนที่ผู้เรียนจะอ่านแผนที่แล้วชี้ที่ตั้งของจังหวัดดังกล่าวการกระทำของผู้เรียนถือว่าเป็นกิจกรรมอย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตามจากการที่สามารถชี้ที่ตั้งได้ ผู้เรียนอาจเกิดความรู้สึกอย่างอื่นๆ ตามมา เป็นต้นว่า เกิดความตระหนักว่านครสวรรค์ตั้งอยู่ตอนกลางของประเทศ เป็นจังหวัดที่มีแม่น้ำ 4 สายมารวมกัน เป็นจึงหวัดที่เป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของประเทศ ฯลฯ จะเห็นได้ว่าผลกระทบจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับกิจกรรมที่ทำได้ก่อให้เกิดการเรียนรู้หลายอย่าง นอกเหนือจากที่ตั้ง จุดประสงค์ไว้ ผลที่เกิดขึ้นในลักษณะนี้เราเรียกว่าประสบการณ์การเรียนรู้

ประสบการณ์การเรียนรู้จะเป็นอย่างไรย่อมขึ้นอยู่กับกิจกรรมที่ผู้สอนจัดถ้าจัดได้เหมาะสมและใช้วิธีการที่ดี ประสบการณ์การเรียนรู้ย่อมจะมีคุณค่าถ้าจัดไม่ดีไม่เหมาะสมคุณค่าของประสบการณ์ ก็ย่อมจะลดลง ขอย้ำเพื่อความเข้าใจอีกครั้งหนึ่งว่า ในการเรียนการสอนนั้น เราจัดกิจกรรมให้ผู้เรียน ก็จริงอยู่ แต่เราจะต้องมองลึกลงไปว่ากิจกรรมนั้นจะมีผลอะไรที่จะเป็นประสบการณ์แก่ผู้เรียน ดังนั้น การเลือกกิจกรรมจะต้องเลือกจากประสบการณ์อันเป็นผลของกิจกรรมนั้น

1.2 ประเภทของประสบการณ์

ธำรง บัวศรี (2545, หน้า 243-244) กล่าวว่า ประสบการณ์การเรียนรู้แบ่งออก เป็น 2 ประเภท คือ

1. ประสบการณ์ตรง (Direct Experiences) หมายถึง ประสบการณ์ที่ผู้เรียนได้รับโดยตรงจากการสัมผัสวัตถุ สิ่งของ หรือสิ่งที่ใช้เป็นตัวแทนเครื่องหมายใด ๆ แต่ทั้งนี้พึงเข้าใจว่า เมื่อพูดถึงประสบการณ์ตรง เราไม่ได้หมายความเพียงการได้สัมผัสเท่านั้น แต่จะต้องมองลึกไปถึงความรู้สึกนึกคิดด้วย เช่น การชิมรส การดมกลิ่น การจับต้อง การมองเห็น ฯลฯ จะช่วยให้เกิดความรู้สึกหวาน ขม เหม็น แข็ง นิ่ม สีเขียว สีแดง เป็นต้น อย่างไรก็ตามเวลาที่พูดถึงประสบการณ์ตรงเราจะใช้กิจกรรมในการสื่อความหมายและถือว่าเป็นการจัดประสบการณ์ตรงให้เห็นดังต่อไปนี้

การเขียนภาพ การระบายสี การตั้งเครื่องมือเพื่อทดลองปฏิบัติการ การจัดทำรายการข้อสนเทศ การเสนอรายงานด้วยปากเปล่า หรือด้วยการเขียนรายงาน การจัดทำต้นแบบ แผ่นภาพและแผนภูมิ การแสดงละคร การย่อความ ฯลฯ

2. ประสบการณ์รอง (Indirect Experiences) หมายถึงประสบการณ์ที่ผู้เรียนไม่ได้สัมผัสโดยตรงเกิดจากการบอกเล่าของผู้อื่นบ้าง จากการอ่านหนังสือและเอกสารบ้าง ตัวอย่างเช่น เพื่อนที่ไปเที่ยวพัทยามา ได้มาเล่าให้ฟังถึงความสวยงามของชายหาด ทำให้เรารู้สึกสนใจและเพลิดเพลินไปกับความสวยงามนั้นด้วย ทั้งๆ ที่เราไม่ได้ไปเห็นมา ประสบการณ์ทำนองนี้เราเรียกว่าประสบการณ์รอง ในการเรียนการสอนประสบการณ์รองเป็นสิ่งจำเป็นเหมือนกัน เพราะบางสิ่งบางอย่างเราไม่สามารถจัดของจริงให้สัมผัสได้ เช่น เรื่อง แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด น้ำท่วม ไฟไหม้ป่า ฯลฯ ดังนั้น จึงต้องจัดประสบการณ์รองให้ โดยให้ผู้เรียนอ่าน ดูรูปภาพ ฟังคำบรรยายและอภิปราย ดูการแสดงสาธิตด้วยหุ่นจำลอง ฯลฯ

ในการเรียนการสอน การแยกประสบการณ์ตรงและประสบการณ์รองออกจากกัน เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก และไม่ใช่สิ่งที่พึงกระทำ ประสบการณ์ทั้งสองประเภทล้วนมีประโยชน์ ควรจัดให้ตามความเหมาะสม

1.3 ลักษณะของประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดี

ธำรง บัวศรี (2545, หน้า 244) กล่าวว่า เนื่องจากผู้สอนมีหน้าที่จัดกิจกรรมหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงและประสบการณ์รอง ซึ่งนำไปสู่การเรียนรู้ที่เหมาะสม ดังนั้น จึงจำเป็นต้องทราบว่า ลักษณะของประสบการณ์ที่ดีนั้นเป็นอย่างไร เรื่องนี้มีผู้ทำการศึกษาไว้พอสรุปได้ ดังนี้

1. ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนการสอน

2. ต้องสนองความต้องการของผู้เรียน

3. ต้องมีความหมายต่อผู้เรียน

4. ต้องเหมาะสมกับวุฒิภาวะของผู้เรียน

5. ต้องสัมพันธ์กับการดำรงชีวิตของผู้เรียน

6. ต้องส่งเสริมหรือผลักดันให้ผู้เรียนเกิดความอยากเรียนรู้

7. ต้องสามารถทำให้เกิดการเรียนรู้ได้แล้ว

8. ต้องมีความหลากกลาย มีเนื้อหาสาระมาก และทันสมัย

9. ต้องเป็นประสบการณ์ที่สามารถจัดให้ผู้เรียนได้ เมื่อพิจารณาในแง่ความพร้อมในด้านวัสดุ อุปกรณ์ และเวลา

10. ต้องเป็นประสบการณ์ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์เดิมของผู้เรียน

1.4 หลักในการจัดประสบการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ

ธำรง บัวศรี (2545, หน้า 244-245) กล่าวว่า การเลือกประสบการณ์ที่มีลักษณะดี ตามที่กล่าวมาแล้ว ไม่ได้ประกันว่า การเรียนการสอนจะมีประสิทธิภาพเสมอไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการจัดว่าทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้เร็วหรือไม่ถ้าผู้เรียนไม่คุ้นเคยกับประสบการณ์นั้นมาก่อนเลย การเรียนรู้ย่อมต้องใช้เวลานาน และในบางกรณีอาจเรียนรู้ไม่ได้ก็เป็นได้มีหลักที่นักการศึกษาได้ทำการศึกษาได้และเสนอแนะไว้พอสรุปได้ดังนี้

1. ต้องมีความต่อเนื่อง (Continuity) หลักนี้หมายความว่าประสบการณ์ที่จัดให้นั้นต้องต่อเนื่องกับประสบการณ์เดิมที่ผู้เรียน เช่น ถ้าต้องการให้บวกเลขหลักร้อย ผู้เรียนก็ควรมีประสบการณ์ในการบวกเลขหลักสิบมาก่อน เป็นต้น ในเรื่องอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกัน ผู้สอนจะต้องตรวจสอบดูเสียก่อนว่าผู้เรียนได้เรียนอะไรมาแล้วมากน้อยเพียงใด ในแง่ของความต่อเนื่องนี้ หลักสูตรรายวิชามักจะทำได้ดี เพราะการนำเอาเนื้อหาวิชามาเรียงลำดับกันได้แล้วจัดให้มีการเรียนการสอนเรียงลำดับกันไปย่อมทำได้ง่าย

2. ต้องเป็นไปตามลำดับขั้น (Sequence) ความหมายของหลักนี้คือ การที่จะต้องจัดประสบการณ์โดยเริ่มต้นจากที่ง่ายๆไปสู่ที่สลับซับซ้อนมากขึ้น ทั้งนี้หมายความทั้งในแง่ของการใช้ความคิด การใช้เหตุผล การจำ ตลอดจนการใช้ทักษะต่าง ๆ มีตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายหลายเรื่อง เช่น การหัดฟ้อนรำผู้สอนจะให้หัดรำท่าง่าย ๆ ก่อน ต่อมาจึงให้รำท่าที่ยากขึ้น ๆ ตามลำดับ ในการท่องจำบทกลอน ก็เช่นเดียวกัน จะเริ่มด้วยกลอนที่สั้นและง่ายแก่การจำก่อน แล้วจึงหัดจำกลอนที่ยากและยากขึ้น

3. ต้องให้มีลักษณะเป็นบูรณาการ (Integration) ตามหลักนี้อาจมองได้เป็น 2 แง่กล่าวคือให้ประสบการณ์นั้นสร้างบูรณาการในตัวผู้เรียนคือ เป็นประสบการณ์ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีพัฒนาการ ที่สมบูรณ์สมดุลภายในตัว ประการหนึ่ง และให้ประสบการณ์นั้นสร้างบูรณาการระหว่างวิชาต่าง ๆ อันจะช่วยให้ผู้เรียนมองเห็นภาพรวมของสิ่งที่เรียน เรื่องนี้ได้กล่าวไว้แล้วในหลักสูตรบูรณาการ

4. ต้องส่งเสริมและไม่บั่นทอนพัฒนาการเดิม (Promotion) การเรียนรู้อาจลด ประสิทธิภาพลงได้ ถ้าประสบการณ์ใหม่ที่จัดให้บั่นทอนสิ่งที่มีอยู่แต่เดิม เช่น ทำให้มโนทัศน์หรือแนวคิดเดิมที่ดีอยู่แล้วต้องสั่นคลอน หรือทำให้ทักษะเดิมได้รับความกระทบกระเทือน

1.5 การวางแผนการจัดประสบการณ์

ธำรง บัวศรี (2545, หน้า 245-246) กล่าวว่า สิ่งสำคัญประการหนึ่งในการจัดประสบการณ์คือจะต้องจัดให้สอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนการสอน เพื่อให้สัมฤทธิผลดังกล่าว มีคำแนะนำบางประการที่นักพัฒนาหลักสูตรพึงยึดถือ คือ

1. ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า กล่าวคือ ในการเลือกประสบการณ์ผู้สอนจะต้องมองและคิดให้ตลอดทั้งวิชา ไม่ใช่มองเฉพาะหัวข้อหนึ่งหัวข้อใด หรือหน่วยการเรียนหน่วยใดเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้แน่ใจว่าประสบการณ์ที่จะจัดให้ทั้งวิชานั้น มีดุลยภาพ ไม่ซ้ำซ้อน ไม่ขาด ไม่เกิน มีขั้นตอนที่เหมาะสม การที่จะทำเช่นนี้ได้จำเป็นต้องทราบด้วยว่าวิชาที่ผู้เรียนได้เรียนมาแล้ว และที่จะเรียนต่อไปในสาขาวิชาเดียวกันนี้เป็นอย่างไร

2. ต้องมีการเลือกสื่อการเรียนการสอนที่เหมาะสม โดยพิจารณาทั้งสื่อที่จำเป็นสำหรับผู้สอนและที่เป็นประโยชน์แก่ผู้เรียน ควรเลือกสื่อหลายๆ อย่าง และให้เหมาะสมกับวัยวุฒิภาวะประสบการณ์เดิมของผู้เรียน และสภาวะของโรงเรียนและสังคมโดยส่วนรวม

3. ต้องมีการวางแผนร่วมกันระหว่างผู้เรียนและผู้สอน เรื่องนี้อาจทำในระหว่างที่ ผู้สอนวางแผนการสอน หรือในระหว่างดำเนินการสอนก็ได้ จุดประสงค์ก็เพื่อให้การเรียนการสอนสนองความต้องการของผู้เรียนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้

4. ต้องใช้วิธีแก้ปัญหาเป็นแกนนำในกระบวนการเรียนการสอน วิธีการดังกล่าวนี้ จะช่วยให้ประสบการณ์มีความหมายมากขึ้น เพราะผู้เรียนจะต้องคิด ต้องนำเอาประสบการณ์และความรู้เดิมมาประยุกต์ใช้ และจะต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อให้สามารถแก้ปัญหาได้

2. การกำหนดยุทธศาสตร์การเรียนการสอน

ธำรง บัวศรี (2545, หน้า 247) กล่าวไว้ว่า ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เลือกไว้แล้วนั้น มิใช้ว่าจะหยิบยื่นให้แก่ผู้เรียนได้ตามใจชอบจำเป็นต้องเลือกวิธีการที่เหมาะสม ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากกิจกรรมที่จะจัดเพื่อให้เกิดประสบการณ์ที่ต้องการมีหลายรูปแบบ แต่ละรูปแบบย่อมเหมาะสมกับ ผู้เรียนที่มีสภาพอย่างหนึ่งเลือกว่าจะใช้วิธีการเรียนการสอนอย่างไร

การกำหนดยุทธศาสตร์การเรียนการสอน หมายถึง การเลือกวิธีการที่เหมาะสม โดยมีหลักเกณฑ์ ที่มีเหตุผลเชื่อถือได้

สาเหตุประการหนึ่งที่ทำให้การเรียนการสอนไม่ประสบผลเท่าที่ควร ก็เนื่องจากความผิดพลาดในด้านยุทธศาสตร์การเรียนการสอน ยุทธศาสตร์ที่ดีจะช่วยลดข้อบกพร่องลงไปได้มาก เป็นต้นว่า ลดการเรียนแบบท่องจำลดการออกข้อสอบประเภทที่อาศัยการท่องจำในการตอบและลดการเรียนการสอนที่มีผู้สอนเป็นศูนย์กลางหรือเป็นคนสำคัญแต่ผู้เดียว

นักพัฒนาหลักสูตรมีความจำเป็นที่จะต้องเลือกวิธีการเรียนการสอน ในเวลาที่นำหลักสูตรต้นแบบไปทดสอบหรือทดลองเพื่อให้ได้หลักสูตรแม่บท ดังนั้นจึงต้องมีความรู้และสามารถนำไปปฏิบัติได้

ยุทธศาสตร์การเรียนการสอนนอกจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับผลการเรียนแล้ว ยังไม่เกี่ยวข้องกับสื่อและอุปกรณ์ตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ในการเรียนการสอนด้วย การกำหนดล่วงหน้าว่าจะใช้วิธีสอนอย่างไร นอกจากจะช่วยในการเตรียมและจัดหาสื่อและสิ่งต่าง ๆ ดังกล่าวแล้วยังสร้างความแน่ใจว่าจะใช้วิธีการที่กำหนดไว้สอนได้ โดยเฉพาะนักพัฒนาหลักสูตรย่อมทราบดีว่า ทรัพยากรที่มีอยู่นั้นมีสภาพเป็นอย่างไรทั้งในด้านประมาณและคุณภาพและควรเลือกยุทธศาสตร์การเรียนการสอนอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับสภาพที่เป็นอยู่

2.1 หลักเกณฑ์และการกำหนดยุทธศาสตร์

ธำรง บัวศรี (2545, หน้า 248 - 250) กล่าวไว้ว่า หลักเกณฑ์และการกำหนดยุทธศาสตร์ ดังต่อไปนี้

1. ต้องสอดคล้องกับจุดประสงค์การเรียนการสอน จุดประสงค์การเรียนการสอนที่มุ่งในด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย ทักษะพิสัย ฯลฯ ย่อมต้องการวิธีเรียนวิธีสอนต่างกัน ตัวอย่างเช่น วิธีการที่ดีในการพัฒนาทักษะก็คือ การเลียนแบบ การฝึกทำซ้ำ และการลงมือปฏิบัติจริง ในการพัฒนาเจตคติเทคนิคที่ควรใช้ คือ เทคนิคในการปรุงแต่งพฤติกรรม (Behavior Modification) การถ่ายทอดความรู้แก่ผู้เรียนเราอาจต้องใช้วิธีการหยิบยื่นความรู้ให้โดยตรง หรือด้วยวิธีการให้เรียนรู้ด้วยตนเอง การสร้างความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ ควรใช้เทคนิคการเรียนแบบค้นพบด้วยตนเอง (Discovery Method) หรือการสอนแบบสืบสวนสอบสวน (Inquiry Method) และการประยุกต์ใช้ความรู้ (Application of Knowledge) ในทำนองเดียวกันการพัฒนาพฤติกรรมและนิสัยบางอย่าง อาจต้องใช้วิธีกำหนดเงื่อนไขขึ้น ดังนี้เป็นต้น

2. ต้องสอดคล้องกับเนื้อหาวิชา ตามปกติเนื้อหาวิชาย่อมต้องสัมพันธ์กับจุดประสงค์อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่ายุทธศาสตร์การเรียนการสอนจะต้องสัมพันธ์กับเนื้อหาวิชาด้วยจะเห็นได้ว่ายุทธศาสตร์บางอย่างจะเหมาะกับวิชาบางวิชาเท่านั้น อย่างเช่นการเรียนการสอนวิชา วิทยาศาสตร์การเรียนการสอน วิชาคณิตศาสตร์ก็ไม่ควรเหมือนกับของวิชาวิทยาศาสตร์ และ สังคมศึกษา ที่เห็นได้ง่าย ๆ ก็คือการเรียนวิทยาศาสตร์จะต้องเน้นเทคนิคการค้นพบ การคิดแบบอนุมาน (Inductive) และการทดลอง

ตัวอย่างข้างต้นนี้ชี้ให้เห็นว่าการเรียนการสอนจะต้องสัมพันธ์กับเนื้อหาวิชา มีตัวอย่างเป็นอันมากที่หลักเกณฑ์นี้ถูกละเลย ทำให้ผลที่ได้รับไม่ตรงจุดประสงค์ ความพยายามลำบากในการกำหนดยุทธศาสตร์จะมีมากขึ้น ถ้าเนื้อหาวิชาผสมผสานกันอยู่ในลักษณะบูรณาการ แต่ถ้าสามารถกำหนดยุทธศาสตร์ได้ถูกต้องก็จะทุ่นเวลาการเรียนการสอนไปมาก

3. ต้องเหมาะกับสภาพแวดล้อมและสภาพความเป็นอยู่ของผู้เรียน สภาพความเป็นอยู่ทางเศรษฐกิจและสังคมของผู้เรียนมีส่วนเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์การเรียนการสอนมากเด็กที่มีฐานะยากจนควรได้รับการอบรม เพื่อให้สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ในโรงเรียนและให้สามารถอยู่ร่วมพวกกับเด็กที่มาจากครอบครัวที่มีฐานะดี จากการที่เด็กมาจากสิ่งแวดล้อมต่างกันและมีปัญหา และความต้องการต่างกัน การที่จะสนองความต้องการได้ก็จำต้องมีกิจกรรมการเรียนการสอนหลายรูปแบบ ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นความสนใจ และไม่ทำให้ผู้เรียนเกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน

4. มองความแตกต่างระหว่างบุคคลของผู้เรียน ความแตกต่างข้อนี้มุ่งในด้านความสามารถทางกายและทางปัญญา ตัวอย่างเช่น เทคนิคการสอนแบบค้นพบจะใช้ได้ดีในหมู่ผู้เรียนที่มีระดับเชาวน์ปัญญาสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ยทั่วไป การเรียนการสอนโดยวิธีบอกเล่าโดยตรงจะใช้ได้ดีกับผู้เรียนที่มีเชาวน์ปัญญาอยู่ในระดับปทัสถานหรือต่ำกว่า ในทำนองเดียวกันผู้เรียนที่มีความพิการ หรือด้อยโอกาส (Handicapped) ก็ต้องการเทคนิคการสอนที่เหมาะสม

5. ต้องเหมาะสมกับทรัพยากรที่มีอยู่ เนื่องจากการเรียนการสอนจะต้องอาศัยสื่อและวัสดุอุปกรณ์ อย่างน้อยที่สุดกระดานดำก็เป็นสิ่งจำเป็น นอกจากนี้การเรียนการสอนบางเรื่องถ้าจะให้เกิดผลดี ยังจะต้องใช้โสตทัศนอุปกรณ์ ห้องทดลองพร้อมเครื่องมือโรงฝึกงาน ฯลฯ และสถานศึกษาที่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์จะต้องอาศัยสิ่งที่มีอยู่ และจะต้องปรับการเรียนการสอนให้เหมาะกับสภาวะของตน

6. ต้องเหมาะกับพฤติกรรมแรกเริ่มของผู้เรียน พฤติกรรมแรกเริ่มหมายถึงพฤติกรรมก่อนการเรียนการสอน ผู้เรียนบางคนอาจมีพฤติกรรมใกล้เคียงจุดประสงค์ แต่บางคนอาจจะยังห่างไกลอยู่ ดังนั้น การที่ทราบว่าพฤติกรรมแรกเริ่ม ซึ่งหมายถึงความรู้เดิมทักษะเดิม เจตคติเดิมความรู้สึกนึกคิดเดิม สภาพของร่างกายและจิตใจที่เป็นอยู่ก่อนการเรียนการสอน ฯลฯ ย่อมช่วยให้สามารถกำหนดได้ว่า ควรจัดการเรียนการสอนอย่างไรจึงจะเกิดผลดีแก่ผู้เรียนสูงสุด

7. ต้องเหมาะสมกับบรรยากาศการบริหารงานของโรงเรียน เรื่องนี้เกี่ยวกับความเข้มงวดกวดขันและความยืดหยุ่นในการบริหาร บางโรงเรียนหรือสถานศึกษาเข้มงวดกวดขันในการปฏิบัติตามตารางสอนโดยถือระเบียบเป็นสำคัญ ทำให้ไม่สามารถนำเอาวิธีสอนที่ต้องการความยืดหยุ่นในเรื่องเวลามาใช้ได้ เช่น การสอนแบบสืบสวนสอบสวน การสอนแบบปฏิบัติการในสนาม การสอนแบบการศึกษานอกสถานที่ การสอนแบบร่วมในโครงการชุมชน ฯลฯ พึงเข้าใจว่าบรรยากาศการบริหารเปรียบเสมือนภาพวาดที่แสดงบุคลิกภาพของโรงเรียนในด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านการเรียนการสอนด้วยโรงเรียนที่ยึดมั่นในประเพณีเก่า ๆ ย่อมไม่ส่งเสริมการเรียนการสอนที่ให้เสรีภาพแก่ผู้เรียนมาก ๆ ขอบเขตของการเรียนการสอนจึงอยู่ภายในห้องเรียนเกือบทั้งหมดยุทธศาสตร์การเรียนการสอนจึงถูกจำกัดอยู่ในวงแคบ

8. ต้องเหมาะสมกับวัย ความสามารถ และความสนใจของผู้เรียน ย่อมเป็นที่เข้าใจกันดีแล้วว่าพฤติกรรมของผู้เรียนหลายอย่าง ขึ้นอยู่กับความต้องการทางร่างกายและจิตใจที่พัฒนาขึ้นมาตามอายุของผู้เรียน ความสนใจและพัฒนาการทางปัญญาก็เปลี่ยนแปลงไปในลักษณะเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ยุทธศาสตร์การเรียนการสอนจะต้องคำนึงถึงสิ่งดังกล่าวให้มากการใช้เทคนิคการเรียนการสอนหลายรูปแบบ รวมทั้งการจัดกิจกรรมร่วมหรือเสริมหลักสูตรเพื่อส่งเสริมให้การเรียนสนุกสนาน มีชีวิตชีวาและจูงใจให้ผู้เรียนอยากเรียนรู้ นับได้ว่าเป็นวิธีการที่จะช่วยได้มาก

9. ต้องใช้ชุมชนเป็นศูนย์กลางการเรียนการสอน ยุทธศาสตร์การเรียนการสอนที่ดี จะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ใช้สิ่งแวดล้อมในชุมชนเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้การกระทำดังกล่าว จะทำให้ ผู้เรียนเกิดความสนใจ สนุกสนานในการเรียน ขณะเดียวกันจะเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชนด้วย

2.2 ยุทธศาสตร์การเรียนการสอนแบบต่าง ๆ

ธำรง บัวศรี (2545, หน้า 250-253) กล่าวว่า ในการกำหนดหน่วยการเรียน จำเป็นต้องกำหนดลงไปด้วยว่าจะใช้วิธีสอนแบบใดหลักเกณฑ์ในการกำหนดยุทธศาสตร์ช่วยให้เราสามารถบอกได้ว่าวิธีสอนแบบใดบ้างที่อยู่ในข่ายที่ควรเลือกมาสอนได้ เนื่องจากวิธีสอนมีหลายรูปแบบ แต่ละแบบจะนำไปสู่จุดประสงค์อย่างหนึ่ง ๆ ดังนั้นจึงเป็นการสมควรที่จะต้องทราบ เพื่อจะได้เลือกมาใช้ได้เหมาะสม ในที่นี้จะขอนำเอารูปแบบการสอนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมาอธิบายให้ทราบพอสังเขป ดังต่อไปนี้

1. การถ่ายทอดข้อมูลหรือเนื้อหาวิชาโดยตรง(Expository Teaching)ได้แก่การบรรยายและการให้อ่านจากหนังสือหรือตำรา วิธีการสองแบบนี้มักใช้สลับกันไป เป็นวิธีการที่ดีในแง่เศรษฐกิจเพราะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก และการเรียนการสอนก็ทำให้ง่ายไปไม่ยุ่งยากแต่มีข้อเสียตรงที่ส่วนใหญ่ผู้เรียนจะเป็นฝ่ายรับและไม่ค่อยมีโอกาสแสดงออกเป็นการไม่ส่งเสริมความคิดริเริ่ม

อย่างไรก็ตามในระยะหลัง ๆ นี้ได้มีการปรับปรุงการสอนวิธีนี้ โดยสอดแทรกการอภิปรายและการซักถามเข้าไป หลังจากที่การบรรยายเสร็จสิ้นลงแล้ว วิธีนี้ช่วยให้การเรียนการสอนน่าสนใจขึ้น ผู้เรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็น เป็นการส่งเสริมความคิดริเริ่ม ความกล้าพูดต่อหน้าผู้อื่น ความสามารถในการใช้ปฏิภาณไหวพริบในการโต้ตอบและสรุปความคิดสิ่งที่พึงระวังในการนำเอาวิธีอภิปรายซักถาม มาใช้คือ การที่ผู้สอนจะพูดอภิปรายจนผู้เรียนไม่มีโอกาสพูด หรือผู้เรียนบางคนควบคุมการอภิปรายจนเพื่อนร่วมชั้นไม่มีโอกาสแสดงบทบาทของตน

2. การให้ค้นคว้าและแก้ปัญหาด้วยตนเอง (Inquiry Method) วิธีนี้บางทีเรียกว่าวิธี แก้ปัญหา (Problem Solving) หรือวิธีการค้นพบด้วยตนเอง (Discovery Method) หลักการมีว่า ผู้เรียนไม่ควรเป็นเพียงผู้รับข้อมูลหรือความรู้จากผู้สอนแต่เพียงฝ่ายเดียว ในทางที่ถูกที่ควร ผู้เรียนควรเป็นผู้รวบรวมข้อมูลหรือความรู้เพื่อใช้ในการแก้ปัญหา หรือเพื่อชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลต่าง ๆ รูปแบบง่าย ๆ ของการเรียนการสอนแบบนี้ คือการที่ผู้สอนบอกให้ผู้เรียนทราบปัญหาและบอกวิธีแก้ปัญหาให้ ผู้เรียนมีหน้าที่ลงมือแก้ปัญหาเอง ในระดับที่สูงขึ้นมาผู้เรียนจะได้รับทราบปัญหา แต่ต้องไปค้นคว้าหาวิธีแก้ปัญหาและลงมือแก้ปัญหาเอง สำหรับระดับสูงสุดผู้เรียนต้องเป็นผู้ดำเนินการทุกขั้นตอน คือตั้งแต่การกำหนดปัญหาไปจนถึงชั้นแก้ปัญหา

สิ่งสำคัญที่ควรระมัดระวัง ก็คือ อย่าให้บทบาทของผู้สอนเป็นไปในลักษณะที่แนะนำ ผู้เรียนตลอดเวลา ซึ่งทำให้ผู้เรียนรู้สึกว่าจะต้องพึ่งผู้อื่นอยู่เรื่อย ๆ คงเป็นที่ทราบกันแล้วว่าการที่จะเข้าใจอะไรนั้น ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้สร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นด้วยตัวเองไม่ใช่ผู้ใดผู้หนึ่งทำแทน ดังนั้น สิ่งที่ผู้สอนพึงกระทำก็คือการให้การสนับสนุนความพยายามค้นคว้าหาความรู้ของผู้เรียนให้คำแนะนำเกี่ยวกับแหล่งที่จะค้นคว้าและประสบการณ์ที่มีประโยชน์ต่อการค้นคว้าหาความรู้

มีข้อพึงสังเกตอีกประการหนึ่ง คือ การศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองนี้เหมาะที่จะให้ผู้เรียนกระทำเป็นรายบุคคลหรือในกลุ่มเล็ก ๆ เพราะถ้าเป็นกลุ่มใหญ่ผู้ที่ได้รับประโยชน์และเกิดทักษะในการค้นคว้าจริง ๆ อาจมีเพียงไม่กี่คน ที่เหลืออาจเป็นประเภทดูเพื่อนหรือตามเพื่อน ซึ่งนอกจากจะไม่ส่งเสริมทักษะที่ต้องการแล้ว ยังเพราะนิสัยการเรียนรู้ที่ไม่เหมาะสมอีกด้วย อนึ่งในการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง ความสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนจะแปรรูปไป ผู้สอนที่ไม่เข้าใจบทบาทใหม่ของตนอาจมีความรู้สึกว่าตัวเองห่างเหินกับผู้เรียน แต่แท้ที่จริงแล้ว บทบาทในการกระตุ้นส่งเสริม แนะนำและสนับสนุนการศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง กลับจะทำให้ความสัมพันธ์เพิ่มขึ้นอีกซ้ำไป

3. การทดลองปฏิบัติการ (Laboratory Method) วิธีนี้ผู้เรียนค้นคว้าแก้ปัญหาด้วยตัวเองแต่แตกต่างกับวิธีที่ 2 ตรงที่วิธีที่ 2 ไม่ประกันว่าจะมีการทดลองกันอย่างจริงจัง เนื่องจากผู้เรียน อาจค้นคว้าหาความรู้โดยวิธีอื่นได้ แต่วิธีนี้จะดำเนินไปตามวิธีการวิทยาศาสตร์ คือ การตั้งปัญหา รวบรวมข้อมูล ตั้งสมมุติฐาน ทดลอง และสรุปผล นับเป็นวิธีการที่ช่วยพัฒนาปัญญา ความรู้ เจตคติและค่านิยมได้เป็นอย่างดีแต่มีข้อคิดอยู่ว่าค่าใช้จ่ายในการทดลองสูงและการทดลองบางอย่างต้องใช้เวลานาน

4. การแบ่งกลุ่มเพื่อการเรียนรู้ (Group – Learning) ยุทธศาสตร์การเรียนการสอนแบบนี้ประกอบด้วยการแบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็กๆ โดยให้แต่ละกลุ่มทำงานเป็นอิสระผู้สอน ไม่ได้ทำหน้าที่สอนโดยตรง แต่เป็นผู้ประสานงานกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้เรียนกระทำและช่วยแนะนำในการค้นคว้าหา ข้อมูลและประมวลข้อมูลเข้าด้วยกัน การเรียนโดยวิธีแบ่งกลุ่มผู้สอนอาจให้ทุกกลุ่มทำงานเหมือนกันหมด หรือแตกต่างกันก็ได้ ผู้เรียนมีโอกาสทราบงานของกลุ่มอื่น ๆ จากการประชุมเสนอรายงานและจากการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน ส่วนดีของวิธีการแบบนี้ก็คือการที่ผู้เรียนได้แสดงอย่างเต็มที่ในกลุ่มเล็ก ๆ ของตนแต่ปัญหาก็อาจเกิดขึ้นได้จากการที่ต้องมีวัสดุอุปกรณ์ครบครันสำหรับแต่ละกลุ่ม และจะต้องให้แต่ละกลุ่มรู้จักวิธีวางแผน เตรียมงาน ตลอดจนการดำเนินงานตามแผนรวมทั้งการประเมินผลงานด้วย

5. การให้เรียนรู้เป็นรายบุคคล (Individulized Learning) วิธีนี้ช่วยให้ผู้เรียนที่มีความแตกต่างทางเชาวน์ปัญญา และแบบฉบับการเรียนรู้ (Learning Style) สามารถเรียนรู้ด้วยความสบายใจและก้าวหน้าไปตามความสามารถของตน สิ่งสำคัญก็คือผู้สอนจะต้องกำหนดสิ่งที่ต้องเรียนรู้ให้เหมาะกับการที่ผู้เรียนจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้ด้วยตัวเองอาจใช้วิธีให้ผู้เรียน มีอิสระเสรีเต็มที่ ซึ่งเหมาะกับผู้เรียนที่เฉลียวฉลาดหรือใช้วิธีกำหนดขั้นตอนและวิธีการซึ่งโดยทั่วไปเราใช้กับผู้เรียนที่มีระดับเชาวน์ปัญญากลางก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของผู้สอน

6. การให้เรียนรู้จริงเป็นเรื่อง ๆ (Learning for Mastery) วิธีการนี้เป็นเทคนิคในการกำกับการเรียนที่จัดว่าได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดีวิธีหนึ่ง ยุทธศาสตร์อยู่กับสมมุติฐานที่ว่าผู้เรียนส่วนใหญ่จะสามารถเรียนรู้สิ่งที่กำหนดไว้ในจุดประสงค์ของหลักสูตรแต่อาจใช้เวลาต่างกันการเรียนการสอนคงใช้วิธีการปกติโดยให้ผู้เรียนเรียนไปเรื่อย ๆ ตามตารางเวลาที่ผู้สอนกำหนด และเมื่อเรียนจบแต่ละหัวข้อหรือหน่วยการเรียนแล้ว ให้ทำการทดสอบดูว่าผู้เรียนได้เรียนรู้หรือไม่ ผลการทดสอบจะชี้ว่ามีอะไรบ้างที่ผู้เรียนควรเรียนเพิ่มเติมหรือซ่อมเสริมผู้เรียนแต่ละคนที่ต้องเรียนซ่อมเสริมจะได้รับโอกาสให้เรียนเพิ่มเติมและได้รับการช่วยเหลือด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การสอนเป็นรายบุคคลและการทำแบบฝึกหัดซ้ำอีก เป็นต้น หลังจากนั้นก็จะมีการทดสอบอีกจนแน่ใจว่าผู้เรียนได้เรียนรู้แล้ว

7. การจัดการเรียนการสอนแบบบทเรียนสำเร็จรูป (Programmed Instruction) วิธีนี้ แบ่งสิ่งที่ต้องเรียนออกเป็นส่วน ๆ แต่ละส่วนมีงานให้ผู้เรียนทำ เช่น ให้เขียนภาพ ตอบคำถามเติมคำในช่องว่าง ฯลฯ สิ่งสำคัญในการทำโปรแกรมก็คือต้องไม่ให้ผู้เรียนเห็นคำตอบก่อนตอบคำถามซึ่งอาจทำได้โดยใช้เครื่องกลการสอน (Teaching Machine) และเครื่องคอมพิวเตอร์ (Computer) ช่วย

ยุทธศาสตร์การเรียนการสอนแบบนี้มีประโยชน์หลายประการ ประการแรก เรื่องที่ ผู้เรียนต้องให้ความสนใจแต่ละครั้งเป็นเรื่องจำกัดและชัดเจน ประการที่สอง ผู้เรียนต้องตอบคำถามทันที ทำให้ต้องคิดตลอดเวลา จะหยุดนิ่งไม่ได้ ประการที่สาม การทราบผลอย่างรวดเร็วว่า คำตอบถูกหรือผิดทำให้ผู้เรียนแก้ความผิดได้อย่างรวดเร็ว และเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน และประการสุดท้ายช่วยให้ผู้เรียนใช้เวลาเรียนได้ตามความสามารถของตน แต่ก็เรียนรู้ได้เช่นเดียวกับ ผู้เรียนคนอื่น ๆ

8. การให้แสดงบทบาทในสถานการณ์จำลอง (Simulation Technique) วิธีนี้ใช้การจัดฉากหรือสถานการณ์ขึ้นให้คล้ายกับของจริง แล้วให้ผู้เรียนสวมบทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่ในสถานการณ์นั้น เช่น กรรมการ ผู้จัดการ พนักงานบัญชี พ