ว่าจะตอบเอง แต่คิดไปคิดมา เห็นว่า ให้ อ.ไหมตอบดีกว่า เพราะ เอาเข้าจริงๆ สิ่งที่คุณจันทร์กระดาษถาม ก็คือ ประเด็นในหัวข้อวิทยานิพนธ์ของ อ.ไหม
โดยหลักกฎหมายทั่วไปของกฎหมายระหว่างประเทศ มนุษย์คนหนึ่งจะได้รับการบันทึกชื่อในทะเบียนราษฎรของรัฐใด ก็เพราะมีข้อเท็จจริงที่ทำให้มีสิทธิในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย ซึ่งโดยทางปฏิบัติของนานาอารยประเทศ ข้อเท็จจริงดังกล่าวมีอยู่ ๒ ลักษณะ กล่าวคือ
(๑) รัฐเจ้าของทะเบียนราษฎรต้องยอมรับที่จะบันทึก "คนสัญชาติ" ในทะเบียนราษฎรของตน ซึ่ง "ทฤษฎีความเป็นเจ้าของประเทศของคนสัญชาติ" คงเป็นที่ยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไขในประเทศประชาธิปไตย ซึ่งกฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องก็คือ มาตรา ๓๔ แห่งรัฐธรรมนูญฯ และการบันทึกคนสัญชาติไทยย่อมเป็นไปตามมาตรา ๓๖ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ
(๒) รัฐเจ้าของทะเบียนราษฎรอาจยอมรับที่จะบันทึก "คนต่างด้าว" ในทะเบียนราษฎรของตน ซึ่ง "ทฤษฎีความยินยอม" นี้เองที่ชี้ว่า คนต่างด้าวซึ่งโดยธรรมชาติไม่มีสิทธิในดินแดนของรัฐ อาจได้รับสิทธิที่จะเป็นราษฎรของรัฐได้ หากรัฐนั้นยินยอมให้สิทธิอาศัยบนดินแดนของรัฐ กรณีของประเทศไทย ก็จะมี ๒ กรณี กล่าวคือ (๑) การบันทึกคนต่างด้าวอยู่ถาวรในไทยย่อมเป็นไปตามมาตรา ๓๖ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ (๒) การบันทึกคนต่างด้าวอยู่ชั่วคราวย่อมเป็นไปตามมาตรา ๓๘ วรรค ๑ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ
(๓) รัฐเจ้าของทะเบียนราษฎรต้องยอมรับบันทึก "คนต่างด้าวไร้รัฐ" ในทะเบียนราษฎรของตน ซึ่งหน้าที่ดังกล่าวเกิดขึ้นจาก "หลักกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิมนุษยชนที่ว่าด้วยสิทธิในการรับรองสถานะบุคคลตามกฎหมาย" ดังที่เราเห็นในข้อ ๖ แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ค.ศ.๑๙๔๘ เหตุผลก็เพราะเมื่อเขาไร้รัฐเจ้าของสัญชาติและเจ้าของภูมิลำเนาตามกฎหมายมหาชน รัฐที่พบตัวจึงมีหน้าที่รับรองสถานะบุคคลให้แก่เขา
เมื่อย้อนกลับมาที่ "เด็กชายเฮ็งไปแท็ก" จึงต้องมาถามว่า รัฐไทยมีหน้าที่ตามกฎหมายทะเบียนราษฎรที่จะปฏิบัติอย่างไรต่อคนเกิดคนนี้
คำตอบในประการแรก ก็คือ รัฐไทยซึ่งเป็นรัฐเจ้าของดินแดนย่อมต้องรับรองจุดเกาะเกี่ยวให้แก่คนที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งหน้าที่นี้กฎหมายไทยกำหนดให้เป็นหน้าที่ของผู้ทำคลอดหรือผู้รักษาพยาบาล เป็นเรื่องตามมาตรา ๒๓ แห่ง พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎรฯ นั่นเอง
คำตอบในประการที่สอง ก็คือ รัฐไทยซึ่งเป็นรัฐเจ้าของดินแดนย่อมจะต้องรับรองการเกิดให้แก่คนที่เกิดในประเทศไทย ซึ่งโดยกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ฟังได้ว่า เป็นหน้าที่ของนายทะเบียนราษฎรของรัฐที่ออก "birth certification" ซึ่งในกรณีนี้ รัฐไทยเพิ่งทำความชัดเจนในกฎหมายไทยเพื่อให้นายทะเบียนราษฎรของรัฐไทยได้ทำหน้าที่สำหรับมนุษย์ทุกคนที่เกิดในประเทศไทย ไม่ว่าการเกิดนั้นจะมีขึ้นในอดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต ไม่ว่าบิดาหรือมารดาของคนเกิดจะมีรัฐหรือไร้รัฐ ไม่ว่าบิดาหรือมารดาของคนเกิดจะเข้าเมืองไทยถูกหรือผิดกฎหมาย
คำตอบในประการที่สอง ก็คือ รัฐไทยซึ่งเป็นรัฐเจ้าของทะเบียนราษฎรย่อมจะต้องทำ "birth registration" ให้คนเกิดซึ่งเป็นคนในทะเบียนราษฎรของตน ในกฎหมายไทย ก็คือ การเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติ ในกรณีของคนเกิดที่ไม่มีทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติ ก็ต้องเริ่มต้นจาก "การลงรายการสัญชาติไทยในทะเบียนราษฎร" เสียก่อน
ย้อนกลับมาในกรณีของเด็กชายเฮ็งไปแท๊ก จึงต้องมาพิจารณาว่า บิดาหรือมารดามีทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติตามกฎหมายไทยแล้วหรือยัง ถ้ามีแล้ว ก็ร้องขอเพิ่มชื่อบุตรในสถานะคนเกิดในทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติได้เลย แต่ถ้าบิดามารดาไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎรไทย ก็จะต้องมาพิสูจน์สิทธิอาศัยให้แก่คนเกิด หากจะต้องการทำทะเบียนบ้านหรือทะเบียนประวัติให้แก่คนเกิด
ในกรณีตามข้อเท็จจริงนี้ ควรต้องแนะนำให้มารดาไปแจ้งเกิดให้แก่บุตรในทะเบียนราษฎรของรัฐพม่าด้วย เพราะมารดามีชื่อในทะเบียนราษฎรพม่า เป็นคนละเรื่องกับที่กำลังแสวงหาสิทธิที่ดีในทะเบียนราษฎรไทย
ประเทศพม่ากำลังจะดีขึ้น แม้ช้า ขอจันทร์กระดาษค่อยๆ พิจารณาเรื่องนี้
ในไม่ช้าคงมีการทำใบอนุญาตทำงานของคนชายแดนตามมาตรา ๑๔ แห่ง พ.ร.บ.การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.๒๕๕๑ ซึ่งคงต้องผลักดัน กฎหมายบัญญัติแล้ว แต่ถ้าไม่มีการใช้สิทธิ ก็น่าเสียดาย ไม่ทราบว่า เอนจีโอระนองเข้าใจเรื่องนี้เพียงไหนค่ะ การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนโดยกฎหมาย
เอาแค่นี้ก่อน แล้วให้ อ.ไหมมาตอบต่อไป