3. และดังนั้นคนธรรมดาไม่ได้เป็นพระก็เป็นได้ทุกระดับเลยหรือไร (ใช่ว่าต้องบวช) หรือว่าบวชแล้วก็ใช่ว่าจะถึงระดับต่างๆที่ว่า?

คนธรรมดานั้น สามารถบรรลุธรรมได้ทั้งทุกระดับ ดังเช่นมีบุคคลมากมายในสมัยครั้งพุทธกาลเมื่อฟังธรรมแล้ว ก็บรรลุธรรมได้ถึงขั้นระดับอรหัตผล

แต่ทว่า... หากใครบรรลุธรรมถึงระดับ "อรหัตผล" ดำรงตนอยู่ได้ในเพศฆราวาสไม่เกิน 7 วัน คือ ถ้าบรรลุอรหันต์แล้วไม่บวชก็ย่อมจะต้อง "ตาย" หรือลาละสังขารไปภายใน 7 วัน แต่ถ้าบรรลุแล้วบวชก็จะยังดำรงจิตให้อยู่ในอัตภาพร่างกายนี้อยู่ได้ จนกว่าจะปลงอายุสังขาร เรื่องนี้ก็มีอยู่ใน "คาถาธรรมบท" บางคนบรรลุธรรมแล้วก็ตายเลย ดังเช่นมีพระอรหันต์องค์หนึ่ง บรรลุธรรมแล้วก็ถูกวัวขวิดตายโดยทันที เป็นต้น

ส่วนการบวชโดยทั่วไปนั้น เป็นเพียงสมมติตนขึ้นให้เป็น "สมมติสงฆ์"

ยังไม่เป็น "พระสงฆ์" ที่แท้ ถ้าจะเป็นสงฆ์แท้นั้น ก็ต้องประพฤติ ปฏิบัติตนให้บรรลุธรรมถึงขั้นพระโสดาบันเสียก่อน จึงจะได้เป็นพระ เป็นสงฆ์

คน "บวชกาย" นั้น เป็นเครื่องอำนวยความสะดวก เป็นอุบาย เป็นเครื่องหมาย ให้ได้ประพฤติ ปฏิบัติ ง่ายขึ้น ถูกทางขึ้น

แต่ถ้าหากบวชแล้ว ตั้งตนอยู่ในศีลแล้ว ละเมิดสิกขาบัญญัติแห่ง "ปราชิก 4" ก็เท่ากับเป็นการตัดทางแห่งสวรรค์ มรรค ผล พระนิพพานได้ แม้แต่จะลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาสแล้วก็มิสามารถปฏิบัติให้บรรลุธรรมในขั้นใด ๆ ได้ หรือแม้แต่เพียง "สวรรค์" อันเป็นสุขคติภพก็ยังมิได้...

เป็นฆราวาสก็บรรลุธรรมได้ทั้ง 4 ขั้น

เป็นสมมติสงฆ์ก็บรรลุรรมได้ทั้ง 4 ขั้น

การบวชกายนั้นก็สำคัญ เป็นเครื่องมือ เป็นเรื่องภายนอกที่จะช่วยให้ลุถึงเรื่องภายในให้เร็วขึ้น

แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ "การบวชใจ"

เพราะการบวชกายแล้วนั้นถือว่ได้ "สละเพศ"

พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญผู้ที่สละเพศเพื่ออกบวช แต่ท่านก็ทรงตรัสว่า อย่าเพียงสละแต่เพียงเพศเท่านั้น แต่ขอให้สละข้าศึกที่เป็นศัตรูต่อเพศนั้นด้วย

ข้าศึกษาในที่นี้ศัตรูทางใจ

การเป็นพระนั้นอยู่ที่จิตที่ใจ

ดังนั้นขอให้ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย "นิพพาน" ไซร้ไม่ไกลพลัน