เกือบสองปีแล้วสินะที่เรามีชีวิตอยู่อย่างแร้งแค้นและ “ยากจน” หากเปรียบด้วยค่านิยมของ “สังคม...”

การมีชีวิตอยู่ที่นี่ พระเราไม่อนุญาติให้ถือสตางค์ ไม่ให้มีสตางค์ หรือแม้กระทั่งจับต้องสตางค์

 

เรามักพูดกันอยู่เสมอในเวลาที่เราจะมีคนมาเก็บเงินค่าสินค้า วัสดุก่อสร้าง ว่าเราสตางค์มีอยู่แค่ “บาตรเดียว”

บาตรใบนี้เป็นบาตรที่โยมพ่อกับโยมแม่ยกถวายให้เมื่อครั้งตั้งแต่บวช แล้วเราก็ใช้บาตรใบนี้เลี้ยงชีวีมาได้ตั้งสองปีกว่า

บาตรพร้อมกับผ้าจีวรทั้งสามผืนที่ใคร ๆ มักรู้จักในนาม “ไตรจีวร”
เป็นสิ่งที่ต้องอยู่ข้างกายเราเสมอในทุก ๆ ครั้งเมื่อยามตื่น

ชีวิตสองปีนี้เลี้ยงกายอยู่ได้เพียงบาตรหนึ่ง
ชีวิตสองปีนี้อบอุ่นอยู่ได้ภายใต้ผ้าสามผืน
ชีวิตสองปีนี้เรามีซอกเล็ก ๆ ภายในห้องคลังสงฆ์ไว้เอนกายเมื่อครั้นเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน
ชีวิตสองปีนี้เรามีสังฆทานคือเภสัชที่ใช้รักษาเมื่อคราเจ็บป่วย

ตอนเช้า ๆ เราก็ต้องเดินเท้าเปล่าออกไปเที่ยวบิณฑบาต
อยู่ในนี้เราก็ใส่รองเท้าบ้าง ไม่ใส่บ้าง
รองเท้านี้ก็สีเดียวกัน สีเหลือง ๆ ยี่ห้อดาวเทียมบ้าง ช้างดาวบ้าง แต่ที่ถูกใจเรามากที่สุดคือ “หลอดไฟ...”

รองเท้ายี่ห้อหลอดไฟนี้ทนนะ เพราะเป็นรองเท้าสุดฮิตในคราวธุดงค์
ด้วยคุณสมบัติของพื้นที่ทนทานและประกอบกับมีน้ำหนักเบา ใส่เดินขึ้นเขาหลาย ๆ ลูกได้อย่างสบาย ๆ
พื้นทนมาก แต่ด้วยที่เป็นรองเท้า “หูคีบ” ตอนใส่เดินธุดงค์นี่เล่นเราหมดแรงที่จะคีบเลย

ชีวิตที่ไม่มีอะไรนี้ ความไม่มีอะไรทำให้เราเบาและสบาย
ความเบานั้นที่แน่ ๆ ย่อมไม่หนัก
ไปไหนมาไหนคล่องตัว ไม่ต้องห่วงว่าไม่มีสตางค์พรุ่งนี้จะมีอะไรกินไหม เพราะใคร ๆ แถว ๆ นี้ก็มักพูดกันว่า “ไม่ต้องห่วงฉัน...”

มีบาตรหนึ่งก็สบาย ๆ
ทั้งออกเที่ยวบิณฑบาต ทั้งใช้ตักอาหาร ทั้งใช้เป็นภาชนะคือแทนจานข้าวเวลานำอาหารเข้าสู่ร่างกาย
บาตรเดียวเบาสบาย ใช้เสร็จเช็ดล้างง่ายสบายจริง

ด้วยความที่ไม่มีอะไร ไม่มีสตางค์ ไม่มีทรัพย์สิน ความไม่มีอะไรแบบนี้ใคร ๆ เขามักเรียกว่า “ยากจน” แต่ความยากจนของเรานี้แบบนี้ เป็นความสุขอย่างยิ่ง
เป็นความสุขที่ได้จากความเบา สบาย โล่งอก โล่งใจ
เป็นความสุขที่ได้จากความพอใจ พอใจในสิ่งที่ตนมี
ความสุขที่ได้รับนี้จึงนับได้ว่าเป็น “ความจนอันเป็นสุข...”