1. คุณสมบัติของพระโสดาบัน ถ้าว่าไปตามหลักการ มีดังนี้
ใน สังยุตตนิกาย มหาวรรค ปฐมสารีปุตตสูตร แสดงว่า สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตร กับท่านพระอานนท์ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี
ท่านพระอานนท์ถามท่านพระสารีบุตรว่า ดูก่อน ท่านพระสารีบุตร เพราะเหตุที่ประกอบด้วยธรรมเท่าไหร่?
หมู่สัตว์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงจะพยากรณ์ว่า เป็นพระโสดาบัน ท่านพระสารีบุตร ตอบว่า ดูก่อนผู้มีอายุ เพราะเหตุที่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ คือ
๑. ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ในพระพุทธเจ้า
๒. ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ในพระธรรม
๓. ความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหว ในพระสงฆ์
๔. ประกอบด้วยศีล ที่พระอริยเจ้าใคร่แล้ว เพราะเหตุที่ประกอบด้วยธรรม
๔ ประการนี้แล หมู่สัตว์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงพยากรณ์ว่า เป็นพระโสดาบัน
อธิบายว่า บุคคลผู้สำเร็จเป็นพระโสดาบัน จะเป็นผู้มีศรัทธามั่นคง ไม่หวั่นไหวคลอนแคลนในพระรัตนตรัย ที่เรียกว่า อจลศรัทธา อันสำเร็จด้วยอำนาจอริยมรรค ท่านเชื่อโดยแน่นอนว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นผู้ประกอบด้วย พระพุทธคุณ ๙ ประการมีอยู่จริง พระธรรมอันเป็นธรรมนำสัตว์ ออกจากสังสารวัฎฎ์ โดยแน่นอน
โสดาบัน แปลว่า ผู้เข้าถึงกระแสธรรม ผู้แรกถึงกระแสธรรม (คืออริยมรรค)
โสดาบัน เป็นชื่อเรียกพระอริยบุคคลประเภทแรกใน ๔ ประเภท คือ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์
ผู้ได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วด้วยการละ สังโยชน์ เบื้องต่ำ ๓ ประการได้คือ
- สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวตน เช่นเห็นว่ากายนี้ใจนี้เป็นตัวตนของเรา
- วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย เช่นสังสัยในข้อปฏิบัติของตนว่าถูกต้องหรือไม่ สงสัยในพระรัตนตรัยหรือในอริยสัจ ๔ ว่ามีจริงหรือไม่
- สีลัพพตปรามาส คือ ความเชื่อถือยึดมั่นว่าความศักดิ์สิทธิ์มีได้ด้วยศีลและพรตอย่างนั้นอย่างนี้ ข้อนี้ขยายความได้ว่ารักษาศีลแต่เพียงทางกาย ทางวาจา แต่ใจยังไม่เป็นศีล หรืออย่างน้อยก็ยังไม่เป็นศีลตลอดเวลา
ความเป็นพระโสดาบันนี้ก็เช่นเดียวกับความเป็นพระอริยบุคคลประเภทอื่นๆ ที่มิได้จำกัดอยู่เฉพาะเพศบรรพชิต(นักบวช) เท่านั้น แม้ คฤหัสถ์ คือชายหรือหญิงผู้ครองเรือน ก็สามารถเป็นพระโสดาบันได้ เช่น ในสมัยพุทธกาลคฤหัสถ์ที่เป็นพระโสดาบันที่มีชื่อเสียงก็มีจำนวนมากได้แก่ นางวิสาขามหาอุบาสิกา อนาถบิณฑิกเศรษฐี พระเจ้าพิมพิสาร เป็นต้น การเข้าถึงกระแสธรรมของพระโสดาบันนั้น เป็นการยกระดับจิตใจของท่านอย่างถาวร ทำให้ท่านไม่สามารถกลับมาเป็นปุถุชนได้อีก เป็นผู้ที่จะไม่ไปเกิดในอบายภูมิ (เช่น นรก หรือ เดียรฉาน) ทั้งยังเป็นผู้ที่จะบรรลุพระนิพพานในเบื้องหน้าอย่างแน่นอน
อ้างอิง พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเดโช) ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ ชุดคำวัด วัดราชโอรสาราม กรุงเทพฯ พ.ศ. 2548
ดึงข้อมูลจาก "http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99".