คุณชินคะ
ในวิถีการผลิตแบบเกษตรเชิงเดี่ยว เน้นการขาย ยากที่จะไม่เป็นหนี้ค่ะ
เช่น ชาวนาที่ชัยนาทลงทุนปลูกข้าวฤดูหนึ่ง 75,000 - 90,000 บาท (30 ไร่) หากจะลงทุนปลูกต้นฤดู ถ้าไม่มีเงินของตัวเองก็ต้องกู้ก่อน รอไปอีก 3 เดือนจึงจะเก็บเกี่ยวได้ผลผลิต ช่วง 3 เดือนที่รอผลผลิต หนี้ก็เพิ่มด้วยดอกเบี้ยแล้ว
เดือนที่ผลผลิตออก ถ้าน้ำไม่ท่วม นาไม่แล้งเสียก่อน จึงจะได้เก็บเกี่ยวมีรายได้
ถ้าข้าวราคาดี ใครที่มีที่ดินตัวเองใช้แรงงานตัวเองก็ยังพอได้ผลตอบแทนกลับเป็นค่าตอบแทนที่ดินและแรงงานของตัวเองก็จะดูเหมือนมีเงินเหลือหน่อย (แต่เงินที่เหลือยังไม่ใช่ "ส่วนเกิน" ที่เป็นกำไรจริงๆ เพียงแต่เขายังไม่คิดค่าแรงค่าที่ตัวเอง)
ใครที่เป็นผู้เช่าที่ดิน ก็ต้องหักค่าเช่าก่อนไร่ละ 1000-2000 บาท
แต่ถ้าช่วงที่ราคาปานกลาง ก็เสมอตัว
ถ้าราคาต่ำ ก็อาจขาดทุน
หากจะลดเงินกู้ก็ต้องลดต้นทุน หลายคนพูดเรื่องเกษตรอินทรีย์ แต่เกษตรอินทรีย์ก็ทำคนเดียวไม่ได้ เพราะจะปลอดสารอยู่แปลงเดียวไม่ได้ ต้องชวนกันทำเป็นกลุ่ม คิดไม่ตรงกันก็รวมกลุ่มไม่ได้อีก...
เปรียบเทียบกับคนเย็บเสื้อโหลขาย ยังพอมีรายได้ทะยอยเข้ามาเรื่อยๆ หากขยัน ไม่ต้องอั้นสามเดือนเหมือนชาวนา (หรือนานกว่านั้นถ้าเป็นข้าวนาปีที่ไวต่อแสง)
หากขายเสื้อไม่ออก ก็ยังเก็บเสื้อไว้ได้
แต่หากเป็นข้าว ไม่ขาย ก็ต้องหายุ้งฉางมาจัดเก็บ มดมอดหนูมากิน ถึงราคาต่ำก็ขาย
วิธีหนึ่งที่จะกระจายความเสี่ยงคือ เล่นหวย ...เพราะเสี่ยงที่จะได้-เสีย ไม่ต่างจากปลูกข้าวทำนา แถมไม่เหนื่อยเท่าไหร่ ไม่ต้องลงทุนทีละ 7-8 หมื่นก็ได้
อีกวิธีคือ เกษตรกรปลูกพืชทำเกษตรหลายอย่าง จึงพอจะกระจายความเสี่ยงและมีรายได้เข้ามาสม่ำเสมอ แต่หากทำเชิงเดี่ยว ก็จะมีความเสียงสูงและรายได้เป็นช่วงๆ ช่วงที่รายได้ไม่เข้ามา ก็กู้ยืมอย่างเดียว..