วิกฤตเศรษฐกิจกับการแก้ไขปัญหาโดยทุนมนุษย์
ในส่วนของภาครัฐ ผมเห็นว่าเป็นภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่มากไม่น้อยไปกว่าภาคเอกชน อันที่จริงอาจกล่าวได้ว่าภาครัฐต้องรับผิดชอบกับวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการจัดเตรียมนโยบายเพื่อรับมือกับปัญหาที่จะเกิดขึ้น การประสานความร่วมมือกับภาคเอกชน และกลุ่มธุรกิจต่างๆ รวมไปถึงการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์เพื่อใช้ในการปรับเปลี่ยนนโยบายให้ทันท่วงที ซึ่งในส่วนของการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ ของภาครัฐเองก็ต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงให้ทันต่อสถานการณ์โลกในขณะนี้เช่นกัน อย่าลืมว่าข้าราชการที่ทำงานอยู่ในระบบราชการนั้นเป็น “ทรัพยากรมนุษย์” มนุษย์เป็นทรัพยากรที่สำคัญ ไม่ใช่เพียง “ปัจจัยการผลิต” และเป็นตัวแปรสำคัญของความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากรัฐไปสู่การปฏิบัติแบบสัมฤทธิ์ผล
ฉะนั้นเราจึงต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาตัวข้าราชการ โดยเฉพาะในวันนี้เราจะมาพูดเน้นกันในประเด็นของ ทุนมนุษย์ หรือ Human Capital ว่าจะมีส่วนช่วยในการแก้ไขหรือเยียวยาวิกฤตเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้อย่างไร
เรามาเริ่มกันที่ประเด็นแรกครับ ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า “ทุนมนุษย์ หรือ Human Capital” คืออะไร ทุนทนุษย์คือ 1 ใน 8 ทุนที่สำคัญในการสร้างและพัฒนา “ทรัพยากรมนุษย์” ซึ่งตามทฤษฎี 8 K’s ของ ศ.ดร. จีระ ทุนมนุษย์ คือ ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งได้เข้าสู่ระบบการศึกษานั้น เราถึงว่านั่นเป็น Human Capital หรือทุนที่เป็นปัจจัยพื้นฐานที่มนุษย์ทุกคนจะต้องได้รับแต่จะได้รับแบบสมบูรณ์หรือมีคุณภาพมากเพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ครอบครัว ครูอาจารย์ และโรงเรียนที่มีบทบาทสำคัญที่จะหล่อหลอม ปลุกฝังทั้งความรู้ ความคิด และคุณธรรมเพื่อให้เขาสามารถเป็นคนที่ดีได้ในสังคม ดังนั้นคีย์เวริด์ keyword สำคัญของทุนมนุษย์ก็คือ การศึกษานั่นเอง การที่เราเน้นการพัฒนาทุนมนุษย์ นั่นหมายถึงเราเน้นคุณภาพของการศึกษาให้คนไทยคิดเป็น วิเคราะห์เป็น และยังเป็นการต่อยอดให้กับบุคคลนั้นมีทุนอื่นๆอีก เช่น ทุนทางปัญญา Intellectual Capital ทุนทางจริยธรรม Ethical ทุนทางสังคม Capital Social Capital และทุนทางนวัตกรรม Innovation Capital
เห็นมั้ยครับว่าการศึกษามีส่วนสำคัญอย่างมากในการพัฒนาคน การศึกษาสามารถสร้างคนได้ ทำให้คนมีความคิดความอ่าน มีคุณธรรมและจริยธรรม และสามารถที่จะนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับนั้นมาสร้างมูลค่าเพิ่ม และยังรู้จักคิดนอกกรอบ ซึ่งนำไปสู่แนวคิดไอเดียใหม่ ทำให้เกิดการพัฒนาแบบไม่หยุดยั้ง ไม่ย้ำอยู่กับที่
สำหรับในส่วนการบริหารงานภาครัฐในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ผมมองว่าแนวทางในการบริหารงานของภาครัฐควรยึดหลักสำคัญอยู่ 2 หลักได้แก่ หลักธรรมาภิบาล Good governance และหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง Sufficiency Economy อันเป็นแนวทางที่จะใช้ในการพัฒนาทุนมนุษย์ในองค์กรรวมถึงเป็นยึดเป็นแนวทางในการปฎิบัติงานภายในองค์กรอีกด้วย ซึ่งหลักการที่สำคัญ 2 หลักการนี้ข้าราชการควรได้รับการปลูกฝังและทำความเข้าใจ ซึ่งอาจทำผ่านการฝึกอบรม หรือการจัดกิจกรรมสัมพันธ์ในองค์กร เป็นต้น
ประเด็นแรกเรามาดูกันที่ หลักธรรมาภิบาล ซึ่งผมมองว่ามีความสำคัญมากเพราะในช่วงเศรษฐกิจย่ำแย่เช่นนี้ การบริหารงานของภาครัฐจะต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และกระบวนการทำงานต้องกระชับ ไม่ยืดเยื้อเพราะจะทำให้แก้ไขปัญหาต่างๆได้รวดเร็ว
หลักธรรมาภิบาล เป็นหลักการบริหารจัดการที่ดี เพราะมีการปรับวิธีคิด วิธีการบริหารราชการของประเทศไทยใหม่ทั้งระบบ โดยกำหนดเจตนารมณ์ของแผ่นดินขึ้นมาเพื่อทุกคนทุกฝ่ายในประเทศร่วมกันคิด ร่วมกันทำ ร่วมกันจัดการ ร่วมกันรับผิดชอบ แก้ปัญหา พัฒนา นำพาแผ่นดินนี้ไปสู่ความมั่นคง ความสงบ-สันติสุข มีการพัฒนาที่ยั่งยืนและก้าวไกลดังพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชที่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ซึ่งหลักธรรมาภิบาลนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในภาครัฐเท่านั้น ผมของอ้างคำกล่าวของศจ.นพ.ประเวศ วะสี ซึ่งท่านได้ให้คำนิยามของธรรมรัฐไว้ว่า คือ รัฐที่มีความถูกต้อง เป็นธรรม ซึ่งหมายถึง ความถูกต้องเป็นธรรมใน 3 เรื่องใหญ่ ๆ คือ 1. การเมืองและระบบราชการที่โปร่งใส รับผิดชอบต่อสังคม ถูกตรวจสอบได้
2. ภาคธุรกิจที่โปร่งใส รับผิดชอบต่อสังคม สามารถตรวจสอบได้ 3. สังคมที่เข้มแข็ง ความเป็นประชาสังคม (Civil Society) สามารถตรวจสอบภาครัฐ และภาคธุรกิจให้ตั้งอยู่ในความถูกต้องได้ ธรรมรัฐ เป็นการยกระดับกระบวนความสัมพันธ์ ความร่วมมือของส่วนต่าง ๆ ในสังคมอันได่แก่ภาครัฐ ภาคสังคมและภาคเอกชน
จะเห็นได้ว่าภาครัฐ จะต้องมีการปฏิรูปบทบาทหน้าที่ โครงสร้างและกระบวนการทำงานของหน่วยงาน/กลไกการบริหาร ให้สามารถบริหารทรัพยากรของสังคมอย่างโปร่งใส ซื่อตรง เป็นธรรม มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และมีสมรรถนะสูงในการนำบริการของรัฐที่มีคุณภาพไปสู่ประชาชน
โดยจะต้องมีการเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม และวิธีทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ ให้ทำงานโดยยึดถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง และสามารถร่วมทำงานกับภาคประชาชนและภาคเอกชนได้อย่างราบรื่นเป็นมิตร ซึ่งจะทำให้การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างภาคส่วนต่างๆทำได้อย่างสะดวก นำไปสู่การกำหนดนโยบายที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
หลักต่อมาคือ เศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งเป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย ซึ่งผมเห็นว่าเป็นหลักปรัชญาที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการนำมาปฏิบัติในขณะที่เรากำลังเผชิญกับสภาพเศรษฐกิจถดถอยในขณะนี้
โดยแกนหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่ตรงที่ ให้ดำเนินทางสายกลาง ได้แก่ 1. ยึดหลักความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากจนเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น 2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆอย่างรอบคอบ และ 3. คือความพอเพียง หมายถึง มีกิน มีอยู่ ไม่ฟุ่มเฟือย ไม่โลภ และไม่เบียดเบียนผู้อื่น
หากข้าราชการทำงานโดยยึดแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง แน่นอนว่าปัญหาหลายๆอย่างจะหายไป เช่น ปัญหาการทุจริต คอร์รับชั่น ปัญหาทำงานแบบเฉื่อยชา และนอกจากนี้เศรษฐกิจพอเพียงยังครอบคลุมไปถึงวัฒนธรรมองค์กรอีกด้วย เพราะยังยึดหลักความประหยัด สอนให้เรายึดติดกับความสุขทางจิตใจมากกว่าทางกายและทางวัตถุ ซึ่งผมเห็นว่ากระทรวงหลายกระทรวงก็ออกมาตรการประหยัดพลังงานในที่ทำงานมากมาย เช่น การใช้เครื่องปรับอากาศ ในตอนเช้าอาจจะไม่เปิดทุกเครื่องเพราะอากาศยังเย็นอยู่ หรือในตอนกลางวันที่ปิดเครื่องปรับอากาศเป็นเวลา 1 ชั่วโมง ซึ่งมาตรการเหล่านี้มันสร้างจิตสำนึกให้คนรู้จักประหยัด และผลดีอีกอย่างก็คือ ยังประหยัดค่าใช้จ่ายของรัฐได้ส่วนหนึ่งอีกด้วย
กล่าวโดยสรุปแล้ว ทุนมนุษย์ที่เราจะนำมาพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในขณะนี้คือ การสอนให้ข้าราชการตระหนักถึงเรื่องของธรรมาภิบาลและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนั่นเอง เพราะผมมองว่า ทั้ง 2 หลักการมันเปลี่ยนวิถีการทำงานของภาครัฐ คือ เน้นการบริการประชาชน เน้นการประสานงานระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เน้นความโปร่งใส และแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงก็ช่วยสร้างจิตสำนึกประหยัดมัธยัสถ์ และใช้ชีวิตโดยตั้งอยู่บนความพอประมาณ ซึ่งแนวทางเหล่านี้มันจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ให้ผลในระยะสั้นและในระยะยาวด้วย