ผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่งครับที่ได้อ่านข้อคิดเห็นของคุณชวนพิษ สุขแย้ม  แต่ขออภัยที่มาอ่านช้าไปหลายวัน  ผมขอร่วมแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ

ผมขอท้าวความสักนิดครับ   ความขัดแย้งระหว่างบุคคลอันเนื่องมาจากผลประโยชน์ขัดกัน นั้น เป็นเหตุการณ์ธรรมชาติ  และเกิดขึ้นอย่างคงเส้นคงวา  เหมือนกับไก่ที่ออกไข่ก่อนเป็นตัว  และเป็นไก่เสมอ  ไม่เคยออกลูกก่อนออกไข่ และออกลูกเป็นแมวบ้าง  เป็น หมูบ้าง  มันมีความคงเส้นคงวา  เมล็ดถั่วก็งอกออกมาเป็นต้นถั่ว  แลออกผลเป็นถั่วเสมอ  มันไม่เคยงอกออกมาเป็นต้นมะพร้าว  และไม่เคยออกผลเป็นมะละกอ ฯลฯ  ความสม่ำเสมอของเหตุการณ์ต่างๆบนโลกเรานี้มีเป็นเช่นนี้กับสิ่งต่างๆ     เราสังเกตเห็นสิ่งเหล่านี้    และกล้าพูดเชิงกฎได้ว่า  "ถ้าเมล็ดทุเรียนแล้ว จะงอกออกมาเป็นต้นทุเรียน"  "ถ้าเป็นหินแล้วจะต้องแข็ง " ฯลฯ  เหตุการณ์ทางพฤติกรรมก็เช่นเดียวกัน 

เหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างบุคคลอันเนื่องมาจากผลประโยชน์ขัดกัน  ก็เป็นเหตุการณ์ธรรมชาติ  และมีลักษณะคงเส้นคงวาเช่นเดียวกันกับตัวอย่างทางวัตถุที่กล่าวมาแล้ว

ความขัดแย้งดังกล่าวยังมีตัวแปรอื่นๆเข้าเกี่ยวข้องด้วย  เช่น  ถ้าไปพบทองคำก้อนเทาปลายนิ้วก้อย(ผลประโยชน์)ก็อาจจะไม่ทะเล่าะกัน  แต่ถ้าก้อนเท่าลูกฟุตบอล  ก็อาจจะทะเลาะจนฆ่าแกงกันได้  การจีบสาวก็เช่นกัน  ถ้าสาวนั้นทั้งสวยบาดใจ  ทั้งรวยเหลือล้น  แถมมีดีกรีปริญญาเอก  ความต้องการของชายหนุ่มก็อาจจะรุนแรงมากขึ้น ฯลฯ  ความขัดแย้งดังกล่าวมันคงเส้นคงวา  จะรุนแรงหรือไม่ยังขึ้นอยู่กับตัวแปรดังกล่าวด้วย

เมื่อเกิดความขัดแย้งดังกล่าวขึ้นแล้วก็ต้องจัดการกับมัน  เช่น  ต่อสู้เอาชนะฝ่ายเดียว,  หรือปรองดอง, หรือยอมแพ้แล้วหนีไป,

ตามตัวอย่างที่คุณชวนพิศยกมาเรื่องสุนัขนั้น  ไม่ได้บอกว่าสุนัขไม่เกิดความขัดแย้งอันเนื่องมาจากผลประโยชน์ขัดกัน  แต่เป็นตัวอย่างที่บอกว่า  ความขัดแย้งฯของสุนัขได้รับการจัดการหรือแก้ไขแล้ว  ด้วยการฝึกสอน  และการแก้ปัญหาความขัดแย้งฯประการที่สองคือการให้อาหารทั้งสองตัวอย่างเพียงพอ  การให้อาหารแก่มันอย่างเพียงพอ  ความขัดแย้งฯจะเกิดขึ้นได้อย่างไร?  การให้อาหารอย่างเพียงพอก็ถือเป็นการบริหารความขัดแย้งฯแล้ว

ประการสำคัญก็คือ  การลงความเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์เชิงประจักษ์นั้น  เราใช้วิธี Induction  และอยู่บนพื้นฐานของ  Probability  ซึ่งหมายถึงว่า  เราไม่ใช้  Extreme case  มาเป็นเครื่องตัดสินชี้ขาดว่าอันไหนถูกอันไหนผิด