ราชสดุดีเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ศิลปะศาสตร์ดุษฏีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (พัฒนาสังคม) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจเป็นอเนกประการที่บังเกิดผลดีต่อสถาพชีวิตของเหล่าพสกนิกรทั้งมวล ทรงสนพระราชหฤทัยในการพัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฏร์อย่างทั่วถึงเสมอ ทรงพระกรุณา โปรดเกล้าฯ ให้บรรดาหัวหน้าหน่วยราชการและข้าราชการในพระองค์ที่เกี่ยวข้องเข้า เฝ้าทูลละออง- ธุลีพระบาทน้อมรับข้อราชการ ที่พึงปฎิบัติ เมื่อถึงเวลาสมควรจะเสด็จพระราชดำเนินทรงติดตาม และประเมินผลด้วยพระองค์เอง ทรงนำทรัพยากรธรรมชาติมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์มหาศาลพร้อมทั้งไม่ก่อให้เกิดปัญหาอีกรูปแบบหนึ่ง ในขณะเดียวกันทรงชี้นำให้ราษฎรตระหนักในคุณค่าของทรัพยากรธรรมชาติ และมั่นใจในศักยภาพของตนในการแก้ปัญหา และพัฒนาให้สามารถมีอาชีพึ่งพาตนเองได้ตลอดไป พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญเพื่อการบำบัดทุกข์ บำรุงสุขและสร้างคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยได้เริ่มตั้งแต่พุทธศักราช ๒๔๙๓ ในทศวรรษแรกที่ครองราชสมบัติ เป็นพระมหากรุณาธิคุณด้านการแพทย์และสังคมสงเคราะห์ เนื่องจากในระยะนั้น การแพทย์ของไทยและการบริการด้านสาธารณสุขยังไม่เจริญเท่าที่ควร ต่อมาจึงได้ขยายเป็นการช่วยเหลือชาวชนบทในการประกอบอาชีพ และการพัฒนาโครงสร้างด้านคมนาคมและชลประทานเพื่อการเกษตร โครงการหลายพันโครงการที่เกิดขึ้นจากพระราชดำริในตอนแรก อาจแบ่งได้เป็น ๒ ลักษณะ คือ โครงการที่มีลักษณะศึกษาค้นคว้าทดลองเป็นการส่วนพระองค์ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลแท้จริงและประสบการณ์ที่จะนำมาซึ่งความรู้ในวิธิการและแนวทางที่แก้ไขปัญหา และดำเนินการพัฒนาให้ได้ผลดี เหมาะสมกับสภาพสังคมและสภาพแวดล้อมในแต่ละท้องถิ่นลักษณะหนื่ง อีกลักษณะหนึ่งคือ เพื่อเข้าไปแก้ไขปัญหาหลักของเกษตรกร ผู้ประสบปัญหาและอุปสรรคมากขึ้นทุกขณะในหลาย ๆ ด้าน ทรงเริ่มดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยใช้การพัฒนาแบบผสมผสาน ทรงเริ่มจากพื้นที่รอบ ๆ ที่ประทับในส่วนภูมิภาคแล้วขยายไปสู่สังคมเกษตรในพื้นที่กว้างขึ้น พระชาชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสังคมนั้น เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วทิศานุทิศ ทรงเป็น "กษัตริย์นักพัฒนา" ทรงพระปรีชาสามารถยิ่งในการใช้หลักวิชาการพัฒนาสังคมในเชิงสหวิทยาการ นับตั้งแต่การวางยุทธศาสตร์ในการพัฒนาด้วยสายพระเนตรที่กว้างไกลอย่างเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพของชุมชน ทั้งชุมชนเมืองและชุมชนชนบท โดยการรวบรวม ประมวลและวิเคราะห์ เพื่อให้ทราบถึงพลวัตรของชุมชนอย่างครบครันทุกแง้มุม ทั้งสภาพทางเศรษกิจ สังคม และวัฒนธรรม การใช้ทรัพยากร การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี่และสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีพระอัจฉริยภาพเป็นเลิศในด้านการบริหารจัดการโครงการพัฒนาอีกด้วย ทรงเป็นเอตทัคคะในทุกสาขาวิชาการที่เกี่ยวข้องกับงานสังคม ซึ่งส่งผลให้ทรงสามารถ ผสมผสานความรู้ที่หลากหลายมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินโครงการพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาของชุมชน การจัดตั้งศูนย์ศึกษาการพัฒนา อันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง ๖ แห่งทั่วประเทศ เป็นตัวอย่างของโตรงการพัฒนาสังคมเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน ชนบท ที่นำหลักวิชาการพัฒนาสังคมมาประยุกต์ใช้อย่างได้ผลและครบถ้วน แสดงให้เห็นถึงพระปรีชาสามารถในเรื่องนี้อย่างชัดเจน ทั่งนี้อาจกล่าวได้ว่า พระองค์ทรงใช้ทฤษฎีของ Peter Senge (๑๙๙๐)คือ องค์การที่ขยายขีดความสามารถและเพิ่มศักยภาพ เพื่อสร้างผลงานและสร้างอนาคตอย่างต่อเนื่อง โดยผู้คนในองค์กรต่างก็เรียนรู้ถึงวิธีที่จะเรียนรู้ด้วยกันอย่างต่อเนื่องมีหัวใจหลัก ๆ ที่สำคัญ ๕ ประการคือ ๑.การใฝ่รู้ คือการฝึกของปัจเจกบุคคลให้ใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา ต้องบังคับตัวเองให้เป็นคนเรียนรู้ตลอดชีวิต ๒.การจัดกระบวนความคิด คือความสามารถในการที่จะสรุปความรู้ที่ได้มาแต่ละวันตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ๓.การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันหรือการแบ่งปันวิสัยทัศน์ คือการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกันในทีม เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ๔.การทำงานเป็นทีม การเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ในทีมทั้งความสำเร็จและความผิดพลาด ๕.การคิดอย่างเป็นระบบ การคิดเป็นระบบสามารถแยกแยะที่มาของปัญหาและผลลัพธ์ตลอดจนสามารถกำหนดวิธีแก้ไขปัญหาได้ จะเห็นได้ว่า การใฝ่รู้ (มองไปข้างหน้า,มีเป้าหมายที่ชัดเจน)มีการจัดกระบวนความคิด(ระดมความคิด,รับฟังความคิดผู้อื่น)มีวิสัยทัศน์ร่วมกัน(มีการประชุม หารือ,มีความต้องการระยะยาว)ทำงานเป็นทีม(เรียนรู้ร่วมกันเป็นทีม)และมีการคิดอย่างมีระบบ(หาสาเหตุ,แนวทางปฏิบัติ,แก้ไข)จะลดปัญหาความขัดแย้งได้ เพราะความหมายของคำว่า "ขัด"หมายถึงไม่ทำตาม ฝ่าฝืน ขืนไว้ แย้งกัน ไม่ลงรอยกัน คำว่า"แย้ง" หมายถึง ไม่ตรงหรือลงรอยเดียวกัน ต้านไว้ ทานไว้ แต่ถ้าเดินตามแนวทางพระเจ้าอยู่หัวจะไม่มีคำว่า"ขัดแย้ง"กันเพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่เข้าร่วมในกิจกรรมนั้น ๆ เท่าเทียมกันโดยที่ท่านสามารถเป็นผู้นำและผู้ตามที่ดีได้ถ้ายึดหลัก ๕ ประการนี้ควบคู่กับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงดังที่พระองค์ท่านทรงตรัสไว้ โลกนี้ก็จะมีแต่ความสุข ความสงบ สามัคคีก็จะเกิดแก่ชาวโลกและโลกก็จะให้รางวัลแก่ทุกท่านที่อยู่ในโลกนี้ดังที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของเราได้รับอยู่ในขณะนี้ นางแววตา ธรรมมา รปม.มหาวิทยาลัยราชฏักเพชรบูรณ์ รหัส๕๑๑๓๐๗๑๔๙๑๑๔